“แก่นตะวัน” พืชไร่พันธุ์ใหม่ สมุนไพรมหัศจรรย์ สรรพคุณหลากหลาย,จำหน่ายหัวแก่นตะวันอบแห้ง,จำหน่ายหัวแก่นตะวันสด,จำหน่ายหัวแก่นตะวันแคปซูล,หัวพันธุ์แก่นตะวัน

หัวแก่นตะวัน ช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือด,ช่วยในการควบคุมน้ำหนักตัว,ช่วยแก้อาการท้องผูก,ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด,ช่วยลดสารก่อมะเร็งบางชนิด เช่น ไนโตรซามีน จากไส้กรอก แหนม ฯลฯ จึงมีบทบาทป้องกันมะเร็ง,ช่วยควบคุมระดับโคเลสเตอรอลในเลือด โดยเพิ่มอัตราการสลายของน้ำดีทิ้งไปกับอุจจาระ ทำให้โคเลสเตอรอลถูกกำจัดทิ้งมากขึ้น จึงลดไขมันในเลือดได้ และช่วยป้องกันโรคของหลอดเลือด,มีรายงานว่าแบคทีเรียตัวดี บรรเทาอาการของโรคเรื้อนกวาง ผื่นแพ้ เรื้อรัง โรคภูมิแพ้ ไมเกรน เก๊าท์ โรคข้อและข้อรูมาติกส์ มะเร็ง อาการทางระบบย่อย-ท้องอืดเฟ้อ ท้องผูกสลับท้องเสีย ฯลฯ และทางเดินปัสสาวะอักเสบ เป็นต้น

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ www.แก่นตะวัน.com เป็นเวปที่ให้ความรู้เกี่ยวกับหัวแก่นตะวันและพร้อมทั้งจำหน่ายหัวแก่นตะวันอีกด้วยสินค้าใหม่และสดรสชาติอร่อยหวานมันทานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คนป่วย เราเน้นสินค้าที่มีคุณภาพ ราคาเหมาะสม ขายทั้งปลีกและส่ง สั่งเยอะราคาลดลงตามจำนวนพร้อมของแถมที่ไม่มีใครกล้าแถมเหมือนเรา และขอขอบพระคุณลูกค้าทุกท่านที่อุดหนุนร้านของเราตลอดมา

Posts Tagged ‘ต้มจืดแก่นตะวัน’

สรรพคุณของแก่นตะวัน

  1. ชาวอินเดียนแดงปลูกต้นแก่นตะวันไว้รับประทานหัว โดยมีสรรพคุณช่วยทำให้เจริญอาหาร
  2. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยลดการติดเชื้อ เพราะสารอินนูลินจะช่วยลดปริมาณของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดิน อาหาร อย่างเชื้ออี.โคไล (E.Coli) และโคลิฟอร์ม (Coliforms) และในขณะเดียวกันยังไปช่วยเพิ่มการทำงานของแบคทีเรียกลุ่มที่เป็นประโยชน์ ต่อร่างกายให้เจริญเติบโตดีขึ้นอีกด้วย เช่น บิฟิโดแบคทีเรีย (Bifidobacteria) และแลคโตบาซิลัส (Lactobacillus)
  3. ช่วยป้องกันอาการภูมิแพ้ การแพ้อาหาร โดยเฉพาะในเด็ก
  4. แก่นตะวันลดความอ้วน ช่วยลดน้ำหนักและความอ้วน ภายในหัวจะมีน้ำประมาณ 80% และมีคาร์โบไฮเดรตประมาณ 18% ซึ่งคาร์โบไฮเดรตส่วนใหญ่จะเป็นอินนูลิน (Inulin) ซึ่งอินนูลินเป็นสารเยื่อใยอาหารที่ให้ความหวานได้ แต่จะไม่ถูกย่อยในกระเพาะและลำไส้เล็ก จึงสามารถอยู่ในระบบทางเดินอาหารได้นาน จึงช่วยทำให้ไม่รู้สึกหิว ทำให้รับประทานอาหารได้น้อย สามารถช่วยควบคุมพลังงานที่ได้รับต่อวันได้เป็นอย่างดี จึงช่วยลดความอ้วนและป้องกันโรคเบาหวานไปด้วยในตัว ซึ่งมีงานวิจัยพบว่าหนูที่ได้รับสารนี้เป็นเวลา 3 สัปดาห์ น้ำหนักตัวของมันจะลดลงมากกว่าหนูปกติถึง 30% โดยดร.ครรชิต จุดประสงค์ นักวิชาการประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ยังระบุด้วยว่าแก่นตะวันสามารถช่วยลดความอ้วนได้ดีกว่าพืชลดความอ้วนชนิด อื่นๆ ที่คนไทยรู้จักกันดีเมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน อย่างเช่น หญ้าหมาน้อย หัวบุก และเม็ดแมงลัก เป็นต้น
  5. ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากแก่นตะวันมีสารประกอบเชิงซ้อนกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานต่ำ กว่าคาร์โบไฮเดรตทั่วไป มีลักษณะคล้ายแป้ง แต่มีคุณสมบัติในการรักษาสมดุลของสารอาหารที่รับประทาน โดยสามารถรับประทานได้มากขึ้น แต่ยังช่วยคงระดับพลังงานให้คงที่ได้ ทำให้รู้สึกอิ่มนาน ซึ่งไม่เหมือนกับแป้งทั่วไปที่ร่างกายย่อยสลายแล้วถูกดูดซึมเข้าไปสะสมเป็น ไขมันแล้วทำให้อ้วน จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่กำลังประสบปัญหาภาวะน้ำหนักเกิน
  6. ช่วยป้องกันไขมันในเลือดสูง เพราะเส้นใยของแก่นตะวันจะช่วยดูดซับน้ำมันและน้ำตาลที่เรารับประทานเกินไว้ ไม่ว่าจะเป็นคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ หรือไขมันเลว ที่เรารับประทานเข้าไปทิ้งออกทางอุจจาระ และยังมีงานวิจัยที่ระบุว่าผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไดร์สูง หากได้รับอินนูลินเป็นประจำก็จะช่วยทำให้ไขมันในเส้นเลือดลดลงได้ Read More…

โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease)
ถูกค้นพบครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ.1817 โดย ดร.เจมส์ พาร์กินสัน อายุรแพทย์ชาวอังกฤษ แต่มาพูดถึงกันมากขึ้นเมื่อมาเป็นกับคนดังอย่างอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน และนักแสดงไมเคิล เจ ฟ็อกซ์ อัตราการเป็นโรคพาร์กินสันของเมืองไทยและทั่วโลก คือใน 1,000 คนจะเป็นโรคพาร์กินสัน 3 คน โรคนี้พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งเพศชายและเพศหญิง แต่ก็มีผู้ป่วยประมาณ 5-10% ที่มีอายุในช่วง 40 ปีหรือต่ำกว่านั้น

สาเหตุของโรคพาร์กินสัน
โรคพาร์กินสันเกิดจากการขาดสารโดปามีนในสมอง เนื่องจากเซลล์สมองส่วนที่ผลิตโดปามีนเสื่อมหรือตายไป สารโดปามีนมีความสำคัญต่อการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย เมื่อ 80% ของการสร้างโดปามีนในสมองเริ่มเสื่อมถอยลง อาการของโรคพาร์กินสันก็จะเกิดขึ้น

ปัจจุบันแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคนี้ สันนิษฐานว่าการเสื่อมหรือตายของเซลล์สมองอาจเกิดขึ้นเองจากความชราภาพของ สมอง หรืออาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ได้แก่

– การรับประทานยาบางชนิด เช่น ยากล่อมประสาท ยารักษาความผิดปกติทางจิตบางชนิด หรือยาลดความดันโลหิตสูงที่ออกฤทธิ์กดหรือต้านการสร้างสารโดปามีน
– โรคหลอดเลือดในสมองอุดตัน ทำให้เซลล์สมองที่สร้างสารโดปามีนมีจำนวนน้อยลงหรือหมดไป
– สมองขาดออกซิเจน เช่น ผู้ป่วยที่จมน้ำ ถูกบีบคอ หรือมีการอุดตันในทางเดินหายใจจากเสมหะหรืออาหาร
– สมองอักเสบ เนื้องอกในสมอง
– การได้รับสารพิษที่ทำลายสมอง เช่น แมงกานีสในโรงงาน พิษจากสารคาร์บอนมอนนอกไซด์
– อุบัติเหตุที่ทำให้ศีรษะถูกกระทบกระเทือน หรือศีรษะถูกกระแทกบ่อยๆ เช่น อาชีพนักมวย
– โรคทางพันธุกรรม เช่น โรควิลสัน ซึ่งเป็นโรคตับพิการร่วมกับโรคสมอง เนื่องจากมีธาตุทองแดงไปเกาะในตับและสมองมากจนเป็นอันตราย ทำให้เซลล์สมองเสื่อมได้

อาการของโรคพาร์กินสัน
โรคพาร์กินสันจะมีอาการแสดงของโรคมากน้อยแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วย ระยะเวลาการเป็นโรค และภาวะแทรกซ้อนที่ตามมา อาการของโรคจะมีลักษณะเด่น คือ

อาการสั่น ซึ่งเป็นอาการเริ่มต้นของโรค โดยจะมีอาการสั่นมากเวลาอยู่นิ่งๆ แต่ถ้าเคลื่อนไหว อาการสั่นจะลดลงหรือหายไป ซึ่งจะตรงข้ามกับอาการสั่นของผู้สูงอายุทั่วไปที่จะสั่นมากเวลาเคลื่อนไหวทำ งาน แต่เมื่ออยู่เฉยๆ จะไม่มีอาการสั่น อาการสั่นของโรคอาจเริ่มเกิดขึ้นที่มือ แขน ขา คาง ศีรษะ หรือลำตัว ระยะแรกอาจเกิดข้างเดียวก่อน ต่อมาจะมีอาการทั้งสองข้าง

อาการเกร็ง จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะแขน ขา และลำตัว โดยที่ไม่ได้เคลื่อนไหวหรือทำงานหนักแต่อย่างใด กล้ามเนื้อจะแข็งตึงและเกร็งอยู่ตลอดเวลา ทำให้เคลื่อนไหวลำบาก
จนผู้ป่วยบางรายต้องกินยาแก้ปวดเมื่อย หรือทายาบรรเทาอาการ หรือต้องบีบนวดคลายเส้นอยู่เป็นประจำ

อาการเคลื่อนไหวช้า ผู้ป่วยในระยะแรกๆ จะรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรช้าลงไปจากเดิมมาก ไม่กระฉับกระเฉงว่องไวเหมือนเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่เริ่มต้นเคลื่อนไหว

ในรายที่เป็นมากจะมีความผิดปกติของท่าทางและการทรงตัว เช่น ท่าเดินผิดปกติไป ผู้ป่วยจะมีท่าเดินที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่ผิดจากโรคอื่นๆ คือจะก้าวเดินสั้นๆ แบบซอยเท้าในช่วงแรกๆ ต่อมาจะก้าวยาวขึ้นเรื่อยๆ จนเร็วมาก และหยุดทันทีทันใดไม่ได้ และไม่สามารถบังคับทิศทางในการเดินได้ ในรายที่เป็นมากจึงพบว่ามีการหกล้มบ่อยๆ จนเกิดการบาดเจ็บได้

ผู้ป่วยจะเดินหลังค่อม เวลาเดินจะไม่สามารถแกว่งแขนไปมาได้ นั่งตัวเอียง มีสีหน้าเมินเฉย ไม่มีอารมณ์ เสียงพูดเบามากและไม่ชัดเจน เมื่อพูดนานๆ ไป เสียงจะค่อยๆ หายไปในลำคอ รวมทั้งมีน้ำลายสออยู่ที่มุมปากทั้งสองข้างและอาจไหลเยิ้มออกมาโดยไม่สามารถ ควบคุมได้

อาการแทรกซ้อนอื่นๆ ที่สำคัญ ได้แก่
อาการท้องผูกเป็นประจำ เนื่องจากมีการเคลื่อนไหวน้อย เคลื่อนไหวลำบาก ประกอบกับไม่ค่อยดื่มน้ำ ไม่รับประทานผักหรือผลไม้ และยารักษาโรคพาร์กินสันมักมีผลข้างเคียงที่ทำให้ท้องผูกได้

อาการปวด อาจปวดแบบกล้ามเนื้อเกร็ง ปวดขา ปวดหลัง หรือปวดในตำแหน่งต่างๆ ของร่างกายอย่างมาก โดยเฉพาะเวลานอน จนทำให้นอนไม่หลับ อาจต้องรับประทานยาแก้ปวด ซึ่งต้องระวังปัญหาเลือดออกในกระเพาะอาหาร รวมไปถึงอาการอ่อนเพลีย ซึ่งมักพบได้บ่อยๆ ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีงานมาก เครียดหรือกังวล ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อลดอาการอ่อนเพลียที่จะส่งผลต่อจิตใจได้

อาการท้อแท้และซึมเศร้า นอกจากผู้ป่วยจะมีการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมองแล้ว ผู้ป่วยจะไม่สามารถกระฉับกระเฉงได้เหมือนเดิม หากขาดการดูแลเอาใจใส่ก็จะยิ่งเกิดความท้อแท้เบื่อหน่ายในชีวิตและคิดว่าตน เป็นภาระต่อครอบครัว ภาวะซึมเศร้านี้เป็นอันตรายอย่างยิ่ง ผู้ป่วยอาจคิดสั้นได้ ในรายที่มีอาการมาก จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์หรือจิตแพทย์ เพื่อการบำบัดรักษาที่ถูกต้องต่อไป

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ชั่วโมง การทำงานที่อัดแน่นด้วยความเครียด และการกินอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันและเกลือ กำลังคุกคามสุขภาพของคนยุคปัจจุบัน อีกไม่นาน… การใช้ชีวิตสมัยใหม่แบบนี้ อาจทำให้ โรคหัวใจ ระบาดทั่วเมือง…

หัวใจคนเรามี 4 ห้อง แบ่งซ้าย – ขวา โดยผนังของกล้ามเนื้อหัวใจ และแบ่งเป็นห้องบน –ล่างโดยลิ้นหัวใจ ในทุกๆ วัน หัวใจคนเราจะเต้นประมาณ 100,000 ครั้ง และสูบฉีดเลือดประมาณวันละ 2,000 แกลลอน เปรียบเสมือนการทำงานปกติของ “หัวใจ” แต่ถ้าวันหนึ่ง… หัวใจเราเกิดอาการผิดปกติขึ้นมาล่ะ จะทำอย่างไร…?

ทั้งนี้ นายแพทย์สุรพันธ์ สิทธิสุข แพทย์จากหน่วย โรคหัวใจ และหลอดเลือด คณะแพทย์ศาสตร์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า อาการผิดปกติเบื้องต้นของร่างกาย ซึ่งอาจเป็นข้อบ่งชี้ว่า มีอัตราเสี่ยงต่อการเป็น โรคหัวใจ สามารถแบ่งได้หลายชนิด ดังนี้

โรคหัวใจ ที่อาการผิดปกติที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน…

คือ อาการผิดปกติเบื้องต้นของร่างกาย ที่บ่งชี้ว่าอาจเป็น โรคหัวใจ พบบ่อยในคนทั่วไป ที่คิดว่าตัวเองมีสุขภาพดี ทั้งที่ความจริงอาจเป็นโรคหัวใจในระยะแรกเริ่ม มีดังนี้

1. เหนื่อยเวลาออกกําลังกาย เพราะหัวใจทําหน้าที่ในการสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ขณะที่เราออกกําลังกาย หัวใจจะทํางานหนักมากขึ้น ปกติเวลาที่เราออกกำลังกายไปถึงระดับหนึ่งจะรู้สึกเหนื่อย แต่ในรายของคนที่มีอาการเริ่มต้นของ โรคหัวใจ แม้ออกกำลังกายเพียงเล็กน้อย จะรู้สึกเหนื่อยผิดปกติอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ดังนั้นหากออกกำลังกาย แล้วรู้สึกเหนื่อยง่ายผิดปกติ อาจเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่า คุณอาจเป็น โรคหัวใจ

2. เจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอก มักพบบ่อยในคนที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และไขมันอุดตันในหลอดเลือดหัวใจ อาการดังกล่าวจะมีลักษณะเฉพาะคือ รู้สึกเหมือนหายใจอึดอัด และแน่นบริเวณกลางหน้าอก เหมือนมีของหนักทับอยู่ หรือรัดไว้ให้ขยายตัวเวลาหายใจ โดยมากอาการนี้ จะแสดงออกเวลาที่หัวใจต้องทำงานหนัก เช่น ระหว่างการออกกำลังกาย หรือใช้แรงมากๆ เป็นต้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนว่า อาจเป็น โรคหัวใจ

3. ภาวะหัวใจล้มเหลว เกิดจากการที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างของร่างกายได้อย่าง เพียงพอ โดยผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการเหนื่อย ทั้งที่ออกกำลังกายเพียงนิดหน่อย หรือเหนื่อยทั้งที่นั่งอยู่เฉยๆ ในกรณีที่เป็นมาก อาจทำให้ไม่สามารถนอนราบได้เหมือนปกติ เพราะจะรู้สึกเหนื่อยเวลาหายใจ และอึดอัดตรงหน้าอก นอกจากนั้น อาจมีอาการหอบจนต้องตื่นขึ้นมาหอบกลางดึกอีกด้วย อาการภาวะหัวใจล้มเหลวนี้ หากไม่รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว และไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้

4. ใจสั่นและหัวใจเต้นผิดจังหวะ ปกติ หัวใจของเราจะเต้นด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอประมาณ 60 -100 ครั้ง/นาที แต่สำหรับคนที่มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจขยับไปถึง150 -250 ครั้ง/นาที ซึ่งอัตราการเต้นของหัวใจที่ไม่สม่ำเสมอนี้ จะทำให้เหนื่อยง่าย ใจสั่น หายใจไม่ทัน

5. เป็นลมหมดสติ คืออีกหนึ่งอาการที่เตือนว่าคุณอาจเป็น โรคหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ ซึ่งมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นลมหมดสติสูง เนื่องจากจังหวะการเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ เพราะเซลล์ซึ่งทำหน้าที่ให้จังหวะไฟฟ้าในหัวใจเสื่อมสภาพ ส่งผลให้หัวใจเต้นช้าลง และส่งเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ จนทำให้เป็นลมไปชั่วคราวได้ ทั้งนี้ การเป็นลมหมดสติ มักจะเกิดในท่ายืนมากกว่านั่ง ทำให้ขณะล้มลงศีรษะมีโอกาสฟาดพื้น และเกิดการกระทบกระเทือนต่อสมองได้มากกว่า ดังนั้น ใครที่เป็นลมบ่อยๆ ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็น โรคหัวใจ ได้

6. หัวใจหยุดเต้นกะทันหัน ในกรณีนี้มักเกิดจากความผิดปกติของเซลล์หัวใจโดยตรง และมักเกิดกับคนปกติที่ไม่มีอาการของ โรคหัวใจ มาก่อนล่วงหน้า ซึ่งหากมีอาการหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือที่รวดเร็ว อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

โรคหัวใจ ที่อาการผิดปกติที่สังเกตได้จากร่างกาย…

นอกจากความผิดปกติชนิดเฉียบพลันแล้ว อาการบ่งชี้ที่สังเกตได้จากร่างกายของเราเอง ก็เป็นอีกหนึ่งความผิดปกติที่เตือนให้รู้ว่า คุณอาจเป็น โรคหัวใจ และควรไปพบแพทย์โดยด่วนได้เช่นกัน เป็นต้นว่า…

1. ขาหรือเท้าบวมโดยไม่ทราบสาเหตุ
เมื่อกดดูแล้วมีรอยบุ๋มตามนิ้วที่กดลงไป ซึ่งหากเกิดขึ้นกับใคร ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คโดยด่วน เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่า เวลานี้คุณอาจอยู่ในภาวะหัวใจล้มเหลวโดยที่ไม่รู้ตัว

2. ปลายมือ ปลายเท้า และริมฝีปากมีลักษณะเขียวคล้ำ อาการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ทางเดินของเลือดในหัวใจห้องขวากับห้องซ้ายมีการเชื่อมต่อที่ผิดปกติ ส่งผลให้เกิดการผสมของเลือดแดงกับเลือดดํา และทําให้ปริมาณของออกซิเจนในเลือดมีปริมาณน้อยลง

โรคหัวใจ ที่อาการผิดปกติที่ตรวจพบขณะตรวจร่างกาย…

การไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพประจำปี เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถคาดคะเนความเสี่ยงต่อการเกิด โรคหัวใจ ได้ เช่น ตรวจเลือดแล้วพบว่าเป็นเบาหวาน หรือมีไขมันในเลือดสูง ก็อาจสันนิษฐานได้ว่า มีความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบได้เช่นกัน หรือเอ็กซเรย์แล้วพบว่า ขนาดของหัวใจโตกว่าปกติ ซึ่งอาจเกิดจากหลอดเลือดหัวใจตีบ ลิ้นหัวใจรั่ว และกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวอ่อนกำลังลง ทำให้ห้องต่างๆ ของหัวใจขยายขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งนี้ ในกรณีที่ตรวจพบว่ามีความเสี่ยงสูง ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

ป้องกัน โรคหัวใจ อย่างไรดี…

ข้อมูลที่ได้บอกไปข้างต้น เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่า เรามีอัตราเสี่ยงสูงต่อการป่วยเป็น โรคหัวใจ เท่านั้น ซึ่งผู้ที่จะวินิจฉัยว่าเราเป็น โรคหัวใจ หรือไม่ คือแพทย์ โรคหัวใจ เท่านั้น ดังนั้นหากพบความผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วนดีที่สุด

สำหรับคนที่หัวใจยังเป็นปกติ เรามีข้อแนะนำในการดูแลหัวใจ (ก่อนสายเกินไป) ดังนี้ค่ะ

สังเกต ความผิดปกติของตัวเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน เช่น ดูว่าอัตราการเต้นของหัวใจปกติดีหรือไม่ เจ็บหน้าอก ใจสั่นบ่อยๆ หรือเปล่า เป็นต้น

ออกกำลังกายเป็นประจำ ซึ่งนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ สุขภาพจิตแจ่มใสแล้ว ยังช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ดีขึ้นอีกด้วย

ดูแล สุขภาพใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ พยายามไม่เครียด รู้จักควบคุมอารมณ์ และพึงระลึกไว้เสมอว่า ความเครียดและความโกรธ เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้หัวใจเต้นแรง และทำงานหนักขึ้น

รับ ประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยงดอาหารที่มีไขมันสูง ซึ่งทำให้ความดันโลหิตสูง เกิดภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบได้ง่าย และหันไปกินผักผลไม้ให้มากขึ้น

ควรไปตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี เพื่อป้องกันและรักษาโรคร้ายที่อาจคาดไม่ถึง เช่น โรคหัวใจ ซึ่งแฝงอยู่ในตัวเราตั้งแต่เนิ่นๆ

… ยามใดที่ร่างกายอ่อนล้า เราหยุดพักให้หายเหนื่อยได้… แต่ยามใดที่หัวใจอ่อนแรง มันก็ยังคงเดินต่อไป ทำงานต่อไป… เพราะฉะนั้น เมื่อรู้ว่า “หัวใจ” คนเราไม่เคยหยุดพัก อย่าลืมดูแลรักษามันไว้ให้ดีๆ นะคะ เพือจะได้ไม่เป็น โรคหัวใจ ค่ะ

Development of Kaen Tawan or Jerusalem Artichoke (Helianthus tuberosus L.)

as Food and Feed additives

โดย

นายธนพนธ์ ธิสงค์1/

1/อาจารย์ประจำคณะสัตวศาสตร์วิทยาลัยเกษจตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ

1. บทนำ

การผลิตอาหารของมนุษย์ในปัจจุบันนี้ ผู้ผลิตต้องคำนึงถึง รสชาด กลิ่น ราคา และ ความต้องการของผู้บริโภคแล้ว ยังต้องมุ่งเน้นในเรื่องของประโยชน์ที่มีต่อสุขภาพของผู้บริโภค ซึ่ง เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากสถานการณ์การผลิตอาหารในปัจจุบัน มีการใช้สารสังเคราะห์เป็นส่วนประกอบในขบวนการผลิต โดยในอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ของไทย ซึ่งมีความสำคัญและ สร้างรายได้เข้าประเทศเป็นอันดับต้นๆ นั้น ได้มีการใช้สารปฏิชีวนะเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของสัตว์ ส่งผลเสียต่อผู้บริโภคมากมาย ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องหาสารที่มาจากธรรมชาติ ไม่มีผลเสียต่อผู้บริโภค และสภาพแวดล้อม อีกทั้งประโยชน์ในหลายๆ ด้าน เกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติได้ง่าย สร้างรายได้ให้แก่ครัวเรือน หรืออาจเป็นพืชที่สามารถปลูกเสริมร่วมกับพืชที่ปลูกอยู่แล้ว เช่น มัน สำปะหลัง ซึ่งในปัจจุบันมีราคาถูกและแปรปรวนจากหลายปัจจัย ให้ผลผลิตประมาณ 5 ตันต่อไร่ ใช้ระยะเวลาในการปลูก 12-14 เดือน พืชหัวอีกชนิดที่น่าสนใจ คือ แก่นตะวัน ให้ผลผลิต 5 ตันต่อไร่ เช่นกัน แต่สามารถปลูกได้ 2.2 ครั้งใน 1 ปี นำ มาใช้ประโยชน์ได้หลายด้าน โดยเป็นอาหารมนุษย์ และสัตว์ สามารถผลิตฟรุกโตสเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร มีสารสำคัญ คือ อินนูลิน ซึ่งถือว่าเป็นพรีไบโอติกที่ดีที่สุด มีประโยชน์ต่อระบบทางเดินอาหาร ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และเป็นพืชพลังงานได้อีกด้วย ดังนั้นแก่นตะวัน จึงเป็นพืชทางเลือกในการนี้

2. ความสำคัญของแก่นตะวัน

แก่นตะวัน (Jerusalem artichoke) เป็นพืชหัว (tuber) ใต้ดินคล้ายมันฝรั่งที่อยู่ในตระกูลเดียวกันกับทานตะวัน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Helianthus tuberosus L. มีถิ่นกำเนิดมาจากทวีปอเมริกาเหนือ (Cosgrove et al., 1991) ซึ่ง เป็นพืชพื้นเมืองของประเทศแคนาดา โดยใช้บริโภคเป็นอาหาร และต่อมาจึงใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์จนถึงปัจจุบันได้มีผลิตภัณฑ์แบบชนิดผง จำหน่ายภายใต้ชื่อการค้า อาทิ ซันโช๊ค (sunchoke) และแล็บโช๊ค (lambchoke) (Wyse and Wilfahrt, 1982)

ใน ปัจจุบันแก่นตะวันถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างมากมาย จากคุณสมบัติการช่วยเจริญอาหาร กระตุ้นการหลั่งของน้ำดี ขับปัสสาวะ ใช้เป็นยาระบาย กระตุ้นการสร้างอสุจิ และใช้เป็นยาพื้นบ้านในการรักษาโรคเบาหวาน และไขข้ออักเสบ หรือใช้ส่วนหัวประกอบอาหาร ขนม และผลิตไวน์ นอกจากนี้ยังสามารถนำมาใช้เป็นแหล่งของพลังงานเชื้อเพลิงประเภทแอลกอฮอล์ (Cosgrove et al., 1991) อะซิโตน บิวทานอล และเอทานอล ได้อีกด้วย (Denoroy, 1996) ส่วนลำต้นใช้ทำพืชหมัก (silage) เพื่อเป็นอาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้อง ดังแสดงในรูปภาพที่ 1 (Rawate and Hill, 1985; Anomymous, 1991) นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มแบคทีเรียชนิดบิฟิโด (Bifidobacteria) และแลคโตบาซิลลัส (Lactobacilli) ในลำไส้ ขณะเดียวกันก็ช่วยลดจำนวนแบคทีเรียที่เป็นโทษ เช่น คลอสติเดียม (Clostridium) และอี. โคไล (E. coli) ทำให้ปริมาณแอมโมเนียในลำไส้ และกระแสเลือดลดลง มีผลยับยั้งสารก่อมะเร็ง การสังเคราะห์ไขมันในตับ ส่งผลให้ระดับไขมัน และคอเลสเตอรอลใน เลือดลดลง (Younes et al., 1995; Schijver et al., 2001; Kaur and Gupta, 2002)

2.1 สารออกฤทธิ์ที่สำคัญของแก่นตะวัน

ในส่วนหัวของแก่นตะวัน ประกอบด้วย ฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ (fructo-oligosaccharides) 75-80% ซึ่งเป็นประเภทโอลิโกแซคคาไรด์ย่อยยาก (non-digestible oligosaccharides) มีโครงสร้างประกอบด้วย เบต้า-ดีฟรุกแตน (b-D fructans) สายสั้น คือ ฟรุกโตซิล (fructosyl) ยึดต่อกันด้วย พันธะบีต้า-2, 1 (b-2, 1) และยังประกอบด้วย อินนูลิน (inulin) ประมาณ 15-20%

2.1.1 อินนูลิน

อินนูลิน เป็นคาร์โบไฮเดรตประเภทโพลีแซคคาไรด์ (polysaccharide) ซึ่งโครงสร้างของอินนูลิน ประกอบด้วย ฟรุกโตส (fructose) 80% และกลูโคส (glucose) 20% ยึดต่อกันด้วยพันธะบีต้า-2, 1 ไม่สามารถย่อยได้โดยเอ็นไซม์ในระบบทางเดินอาหาร แต่ถูกย่อยได้ที่ลำไส้ใหญ่โดยแบคทีเรีย (Byun and Nahm, 1978; Mullin et al., 1994; Leon, 1999; Patkai et al., 2002) โครงสร้างพื้นฐานของอินนูลินเป็น ฟรุกแทน (fructan) ที่มีสายสั้นที่สุด คือ 1- เคสโทส (kestose) ซึ่งอินนูลินส่วนใหญ่จะมีสายยาวระหว่าง 2-60 หน่วยฟรุกโตส (degree of polymerization, DP) เมื่ออินนูลินถูกย่อยโดยเอ็นไซม์ Inulase ทำให้ความยาวสั้นลงเหลือ 2-10 DP เรียกว่า fructooligosaccharides (FOS) ซึ่งให้ความหวาน 30% ของซูโครส (Niness, 1999) ซึ่งกลไกการออกฤทธิ์ของ FOS เมื่อเสริมในอาหารสัตว์แล้ว จะมีผลทำให้ปริมาตรของมูล และความชื้นเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากคุณสมบัติในการอุ้มน้ำของอินนูลิน (Hond et al., 2000) อีกทั้งกรดไขมันสายสั้นที่ได้จากการย่อย FOS ในลำไส้ใหญ่กระตุ้นการบีบตัว (peristalsis) ของลำไส้ เพิ่มการดูดซึมแร่ธาตุ โซเดียม แคลเซียม และคลอไรด์ โดยการกระตุ้นการทำงานของระบบการแลกเปลี่ยนอิเลคตรอน (Na+-H exchange) ในลำไส้ใหญ่(Lutz and Scharrer, 1991) นอกจากนี้ยังลดการย่อยโปรตีนในลำไส้ใหญ่ โดย Bifidobacteria และLactobacilli มีเอ็นไซม์สลายโปรตีนกลุ่ม azoreductase nitroreductase nitrate reductase และ b-glucuronidase ต่ำ จึงสลายโปรตีนให้เกิดสารพิษกลุ่มแอมโมเนีย อินโดล (indoles) และ ฟีนอล (phenols) ลด ลง ทำให้โอกาสที่สารพิษเหล่านี้จะก่อให้เกิดการหลุดลอกของเยื่อบุผนังลำไส้ใหญ่ อันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดลง และช่วยลดกลิ่นของมูลให้ลดลง ทั้งยังสามารถยับยั้งการสังเคราะห์ไขมันในตับ ส่งผลให้ไขมันและคอเลสเตอรอลในเลือดลดลง (Swanson and Fahey, 2002; Williams and Jackson, 2002 อ้างโดย สาโรช, 2547)

3. ผลงานทดลองที่เกี่ยวข้อง

3.1 ผลของฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ในอาหารต่อเชื้อจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร

การเสริมของฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ในอาหารมีผลทำให้จุลินทรย์ที่ก่อโรคลดจำนวนลง ช่วยควบคุมโรคทางเดินอาหารของสัตว์กระเพาะเดี่ยวได้ Oyazabal and Conner (1995) ทำการศึกษาคุณสมบัติของของฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ โดยเสริม 1% ในอาหารเลี้ยงเชื้อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมซึ่งเสริม 1% กลูโคส ทดลองกับแบคทีเรียมีประโยชน์ในกลุ่ม พิดิโอคอกคัส (Pediococcus) และเอนเทโรคอกคัสชนิด Enterococcus faecium พบว่า แบคทีเรียที่มีประโยชน์ในกลุ่ม Pediococcus และ Enterococcus faecium เจริญเติบโตได้ดีในอาหารเลี้ยงเชื้อซึ่งเสริม 1% ฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ สูงถึง 68 และ 54% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม มีการเจริญเติบโต ได้เพียง 52 และ 40% ตามลำดับ แตกต่างกันในทางสถิติ (P>0.05) Campbell et al. (1997) ทำการทดลองในหนูโดยเสริมโอลิโกฟรุกโตสและฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ 6% ในอาหาร เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม พบว่าระดับบิฟิโดแบคทีเรียในกระพุ้งลำไส้ใหญ่ (caecum) เพิ่มขึ้น 8.9 และ 9.10 log10CFU/g ของ ceacal contents แตกต่างจากกลุ่มควบคุมซึ่งมีเพียง 8.4 log10CFU/g ของ ceacal contents อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) นอกจากนี้ Chamber et al. (1997) ทำการเสริม เยรูซาเลมอาร์ติโช๊ค ที่ระดับ 8% (คิดเป็นฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ ที่ระดับ 5% ในอาหารไก่เนื้อ) และฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์บริสุทธิ์สกัดจากหัวมีค่าคะแนนของเชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella score) ที่วัดได้จากส่วนของไส้ติ่งในสัปดาห์ที่ 5 และ 6 สูงกว่ากลุ่มควบคุม (P>0.05) นอกจากนี้ Choi et al. (1994) ศึกษา การเสริมฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ที่ระดับ 0.5, 1.0 และ 2.0 ในอาหารไก่เนื้อ เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม พบว่า กลุ่มที่ได้รับการเสริมฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์มีปริมาณเชื้อ ซัลโมเนลลาไทฟิโมเรียม (S. typhimurium) ในมูลต่ำกว่ากลุ่มควบคุม ซึ่งพบมีจำนวนอยู่ระหว่าง 29-71% ในขณะที่กลุ่มควบคุมตรวจพบ 100% Farnworth et al. (1992) รายงานว่าในลูกสุกรที่เสริม เยรูซาเลมอาร์ติโช๊คผงระดับ 1.5% ในอาหารพบว่าที่ลำไส้มีบิฟิโดแบคทีเรียเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่สามารถทำงานร่วมกับจุลินทรีย์ที่สร้างกรดแลกติกและกรด อะซิติก เช่น แลคโตบาซิลัส จากการสร้างกรดแลกติกและกรดอะซิติกได้มีผลการควบคุมเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค เช่น ซัลโมเนลลา และ อี.โคไล จึงส่งผลให้สีของมูลสุกรจางลงหรืออ่อนกว่ากลุ่มควบคุม อีกทั้ง Gibbink et al. (1999) พบว่ากลุ่มที่เสริมฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ที่ระดับ 5.0% มีผลต่อจุลินทรีย์ในลำไส้สุกรซึ่งพบว่ามีจำนวนของอี.โคไลลดลง เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม Beiley et al. (1991) รายงานว่าการเสริมผงฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ในระดับ 0.75% ในอาหารสามารถลดการติดเชื้อซัลโมเนลลาต่ำกว่ากลุ่มควบคุม ในวันที่ 14 ทำการป้อนเชื้อซัลโมเนลลาจำนวน 109 CFU/ตัว พบว่ากลุ่มควบคุมมีการติดเชื้อในไส้ติ่งถึง 92% ในขณะที่กลุ่มเสริมฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์มีการติดเชื้อเพียง 25% และ Waldrop et al. (1993) ทำการทดลองเสริมฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ที่ระดับ 0.375% และยาปฏิชีวนะ (antibiotic bacitracin methiene disalicyliate, BMD) 27.5 มก./กก. ในอาหารไก่เนื้อ เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม พบว่าการเสริมฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ และ MBD อย่างเดียวในอาหารไก่เนื้อสามารถลดจำนวนเชื้อซัลโมเนลลาได้เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม และเทียบกับกลุ่มฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ร่วมกับ MBD

3.2 ผลของฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ในอาหารต่อประสิทธิภาพการผลิต

Farnworth et al. (1995) ได้ศึกษาผลของเยรูซาเลมอาร์ติโช๊คผงระดับ 0, 1, 3 และ 6% ในอาหารลูกสุกรหย่านม พบว่า เสริมเยรูซาเลมอาร์ติโช๊คผงระดับ 3% มีอัตราการเจริญเติบโตมีแนวโน้มสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) และกลุ่มเยรูซาเลมอาร์ติโช๊คผงระดับ 6% มีผลทำให้ปริมาณการกินได้เฉลี่ยต่อวันดีที่สุดแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) ส่วนกลุ่มที่เสริมเยรูซาเลมอาร์ติโช๊คผงระดับ 3 กับ 6% ส่งผลดีในด้านสุขภาพของสุกรและยังสามารถลดกลิ่นจากของเสียของสุกรมากกว่ากลุ่มอื่น นอกจากนี้ พิภพ (2546) ศึกษาผลการเสริมฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ที่ระดับ 1% และ เยรูซาเลมอาร์ติโช๊คผงระดับ 3 และ 6% เทียบกับการเสริมยาปฏิชีวนะ (chlortetracycline, CTC) 110 ppm ในอาหารลูกสุกรอย่านม พบว่า การเสริมเยรูซาเลมอาร์ติโช๊คผงระดับ 3% มีแนวโน้มการเจริญเติบโตและสามารถลดอัตราการตายได้ดีกว่ากลุ่มควบคุมและดีเทียบเท่ากับกลุ่ม CTC มีรายงานจาก Schrijver et al. (2001) ว่าลูกสุกรน้ำหนัก 21 กิโลกรัมที่ได้รับอาหารเสริมฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ที่ระดับ 2% พบว่า มีปริมาณแอมโมเนียในลำไส้ลดต่ำลงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) และ ศุภวันจักรี (2545) รายงานว่าปริมาณแอมโมเนียไนโตรเจนที่วัดได้จากมูลสุกรรุ่น-ขุน ซึ่งได้รับการเสริมเยรูซาเลมอาร์ติโช๊คผงระดับ 1% พบว่ามีปริมาณแอมโมเนียไนโตรเจนที่วัดโดยวิธีการกลั่นด้วยไอน้ำมีปริมาณลด ต่ำลงตลอด 4 สัปดาห์ แตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) อย่างไรก็ตาม สุกัญญา (2548) พบว่ากลุ่มที่เสริมเยรูซาเลมอาร์ติโช๊คระดับ 3% ในอาหารลูกสุกรหย่านม พบว่ามีแนวโน้มทำให้น้ำหนักตัวและอัตราการเจริญเติบโตสูงกว่าเมื่อเทียบกับ กลุ่มควบคุมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) และ TianXing et al. (1999) พบว่าการใช้ฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ที่ระดับ 0.25, 0.50 และ 1.00% ในอาหารไก่เนื้อ พบว่ากลุ่มควบคุมมีอัตราการตายสูงถึง 15% ซึ่งสูงกว่ากลุ่มเสริม ฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ รองลงมาคือกลุ่มเสริมฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ที่ระดับ 1.0% ในอาหาร และยังพบว่าอัตราการท้องเสียสูงในกลุ่มฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ที่ระดับ 1.0% ในอาหาร ซึ่งผู้ทดลองได้แนะนำให้เสริมฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ที่ระดับ 0.25-0.50% ในอาหาร จะให้ผลต่อสมรรถนะการผลิตดีกว่ากลุ่มควบคุม นอกจากนี้ พนารัตน์ (2548) เสริมเยรูซาเลมอาร์ติโช๊คระดับ 3% ในอาหารไก่เนื้อ พบว่ามีแนวโน้มในการเพิ่มสมรรถนะการผลิต

เอกสารอ้างอิง

พนารัตน์ ขัติยนนท์. 2548. ผลการเสริมเยรูซาเลมอาร์ติโช๊คในอาหารต่อสมรรถนะการผลิต คุณภาพซาก และสุขภาพของไก่เนื้อ. วิทยานิพนธ์ปริญญา วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสัตวศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น: ขอนแก่น.

พิภพ สดสี. 2546. ผลของแก่นตะวัน (Helianthus tuberosus L.) เป็น สารทดแทนยาปฏิชีวนะต่อการเจริญเติบโต การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ และชีวภาพของลำไส้เล็กส่วนปลาย และลำไส้ใหญ่ในลูกสุกรหย่านม. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต. ภาควิชาสรีรวิทยา คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 54 หน้า.

ศุภวันจักรี พลมีศักดิ์. 2545. ผลการใช้จุลินทรีย์ผสมและโอลิโกแซคคาร์ไรด์จากพืชเจรูซาเลม อาร์ ติโช๊คในอาหารสุกรรุน-ขุน เพื่อลดกลิ่นเหม็นและแอมโมเนียของมูลสุกร. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัญฑิต. ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 90 หน้า.

สาโรช ค้าเจริญ. 2547. อาหารและการให้อาหารสัตว์ไม่เคี้ยงเอื้อง. ภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

สุ กัญญา สุ่มมาตย์. 2548. ผลการเสริมเยรูซาเลมอาร์ติโช๊คในอาหารต่อการผลิต การย่อยได้ ของโภชนะและปริมาณแอมโมเนียไนโตรเจนในมูลลูกสุกร. วิทยานิพนธ์ปริญญา วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสัตวศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น: ขอนแก่น.

Anomymous. 1991. Changing pigs manure small with Jerusalem Artichoke. Pigs-Misset Sept/Oct: 23-25.

Bailey, J. S., L.C. Blankenship and N.A. Cox. 1991. Effect of Fructooligosaccharide on Salmonella colonization of the chicken intestine. Poult. Sci. 70:2433-2438.

Byun and Nahm, 1978. production of fructose from Jerusalem Artichoke By enzymatic hydrolysis. J. Food Sci. 43: 1871-1873.

Campbell, J.M., G.C. Fahey and B.W. Wolf. 1997. Selected indigestible oligosaccharies affect large bowel mass, cecal shit chain acids, pH and micro flora in rats. J. Nutr. 127:130-136.

Chambers, J.R., J.L. Spencer and H.w. Modler. 1997. The influence of complex carbohydrates on Salmonella typhimurium. Colonization, pH, and density of broiler cecal. Poult.Sci.

76:445- 451.

Choi, K. H., H. Namkung and I. K. Paik. 1994. Korean J. Anim. Sci. 36: 271-284.

Cosgrove, D. R., E. A. Oelke, J. D. Doll, D. W. Davis, D. J. Undersander and E. S. Oplinger. 1991.

Jerusalem Artichoke. [serial online] 1991. [cited 2003 April 30]. Available from: URL: http://www.hort.purdue.edu/newcrop/afcm/jerisart.html.

Denoroy, P. 1996. The crop physiology of Helianthus tuberosus L: A model oriented view. Biomass and bioenergy 11, 1:11-32.

Farnworth, E.R., H.W. Modier, J.D. Jones, N. Cave, H. Yamaazki and A. Ro. 1992. Feeding

Jerusalem Artichoke flour rich in fructooligosacharides to weaning pigs. Can. J. Anim. Sci. 72: 977-980.

Farnworth, E.R., H.W. Modier, D. A. Machie. 1995. Adding Jerusalem Artichoke (Helianthus tuburosu) to weaning pig diets and the effect on manure composition and characteristics. Anim. Feed Sci.. Technol. 55: 153-160.

Gebbink, G.A., A.L. Sutton, B.A. William, J.A. Petterson, B.T. Richer, D.T. Kelly and M.W.A. Verstegen. 1999. Effect of oligosaccharides in weaning pings diets on performance, microflora and intestinal health. Proceeding of the 8th symposium. Department of animal nutrition and management Swedish University of Agricultural Science. Pp. 269-271.

Hond, E. K., B. Geypens and Y. Ghoos. 2000. Nutr. Res. 20: 731-736

Kaur, N. and A. K. Gupta. 2002. Application of inulin and oligofructose in health and nutrition. J. Biosci. 27Z7X: 703-714.

Leon, P. 1999. Inulin and Oligofructose are Part of the Dietary Fiber Complex. J. AOAC Int Vol. 82. No. 2.

Lutz, T. and E. Scharrer. 1991. Exp. Physiol. 76: 615-618.

Mullin, W.J., H.W. Modler, E.R. Farnworth and A. Payne. 1994. The macronutrient content of fractions from Jerusalem Artichoke (Helianthus tuburosu). Food Chem. 51: 263-269.

Niness, K. R. 1999. Nutritional and health benefits of inulin and oligofructose. J. Nutr. 129:

1402-1406.

Oyazabal, O.A. and D.E. Conner. 1995. Invitro fructooligosaccharides utilization and inhibition of Salmonella spp. By selected bacteria. Poul. Sci. 74(9): 1418-1425.

Patkai, Gy., Barta, J., and Ivanics, J. 2002. Nutritive value of different Jerusalem artichoke varieties. Ninth Seminar on Inulin. April 18-19, 2002. Budapest, Hangary.

Rawate, P.D. and R.M. Hill. 1985. Extraction of a high-protein isolate from Jerusalem Artichoke (Helianthus tuburosu) tops and evaluation of its nutrition potential. J. Agric. Food Chem. 33: 29-31.

Schijver, R. D. 2001. Dietary oligosaccharide supplements: Effects on digestion in pigs. Digestive physiology of pigs. Proc. Attech’s 8th Ann. Symp. Swedish University of Agricultural Science. Press, Uppsala. Pp. 121-123.

Swanson, K.S., C.M. Griesshop, E.A. Fleckinger, L.L. Bauer, H.P. Healy, K.A. Dawson, N.R. Merchen and D.C. Fahey. 2002. Supplemental fructooligosaccharide and mannanooligosacchride influence immune function, ileal and total tract nutrient digestibilities,microbial population and concentrations of protein catabolite in the large bowel of dogs. J. Nutr. 132: 980-989.

TianXing, W. U., D. XianJun and W. U. LinYou. 1999. Effects of fructooligosaccharide on the broiler production. Acta-Agriculturae-Zhejiagensis. 11: 85-87. AAbstracts)

Van Waes, C., Baert, J., Carlier, L., Van Bockstaele, E., 1998. A rapid determination of the total sugar content and the average inulin chain length in root of chicory (Cichorium intybus L). J. Sci. Food Agric. 76, 107-110.

Waldroup, A. L., J. T. Skinner., R. E. Hierholzer and P. W. Waldroup. 1993. An evaluation of fructooligosaccharide in diets for broilr chickens and effects on salmonellae contamination of carcasses. J. Poultry Sci. 72: 643-650.

Wyse, D. L. and L. Wilfahrt. 1982. Today’s weed: Jerusalem artichoke. Weed Today. 14-16.

Younes. H., K. Garleb, H. Behr, C. Remesy and C. Remesy and C. demigne. 1995. Fermentable fiber of oligosaccharide reduce urinary nitrogen excretion by increasing urea disposal in the rat cecum. J. Nutr. 125: 1010-1016.