“แก่นตะวัน” พืชไร่พันธุ์ใหม่ สมุนไพรมหัศจรรย์ สรรพคุณหลากหลาย,จำหน่ายหัวแก่นตะวันอบแห้ง,จำหน่ายหัวแก่นตะวันสด,จำหน่ายหัวแก่นตะวันแคปซูล,หัวพันธุ์แก่นตะวัน

หัวแก่นตะวัน ช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือด,ช่วยในการควบคุมน้ำหนักตัว,ช่วยแก้อาการท้องผูก,ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด,ช่วยลดสารก่อมะเร็งบางชนิด เช่น ไนโตรซามีน จากไส้กรอก แหนม ฯลฯ จึงมีบทบาทป้องกันมะเร็ง,ช่วยควบคุมระดับโคเลสเตอรอลในเลือด โดยเพิ่มอัตราการสลายของน้ำดีทิ้งไปกับอุจจาระ ทำให้โคเลสเตอรอลถูกกำจัดทิ้งมากขึ้น จึงลดไขมันในเลือดได้ และช่วยป้องกันโรคของหลอดเลือด,มีรายงานว่าแบคทีเรียตัวดี บรรเทาอาการของโรคเรื้อนกวาง ผื่นแพ้ เรื้อรัง โรคภูมิแพ้ ไมเกรน เก๊าท์ โรคข้อและข้อรูมาติกส์ มะเร็ง อาการทางระบบย่อย-ท้องอืดเฟ้อ ท้องผูกสลับท้องเสีย ฯลฯ และทางเดินปัสสาวะอักเสบ เป็นต้น

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ www.แก่นตะวัน.com เป็นเวปที่ให้ความรู้เกี่ยวกับหัวแก่นตะวันและพร้อมทั้งจำหน่ายหัวแก่นตะวันอีกด้วยสินค้าใหม่และสดรสชาติอร่อยหวานมันทานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คนป่วย เราเน้นสินค้าที่มีคุณภาพ ราคาเหมาะสม ขายทั้งปลีกและส่ง สั่งเยอะราคาลดลงตามจำนวนพร้อมของแถมที่ไม่มีใครกล้าแถมเหมือนเรา และขอขอบพระคุณลูกค้าทุกท่านที่อุดหนุนร้านของเราตลอดมา

Posts Tagged ‘มะเร็งของลำไส้ใหญ่’

สรรพคุณของแก่นตะวัน

  1. ชาวอินเดียนแดงปลูกต้นแก่นตะวันไว้รับประทานหัว โดยมีสรรพคุณช่วยทำให้เจริญอาหาร
  2. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยลดการติดเชื้อ เพราะสารอินนูลินจะช่วยลดปริมาณของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดิน อาหาร อย่างเชื้ออี.โคไล (E.Coli) และโคลิฟอร์ม (Coliforms) และในขณะเดียวกันยังไปช่วยเพิ่มการทำงานของแบคทีเรียกลุ่มที่เป็นประโยชน์ ต่อร่างกายให้เจริญเติบโตดีขึ้นอีกด้วย เช่น บิฟิโดแบคทีเรีย (Bifidobacteria) และแลคโตบาซิลัส (Lactobacillus)
  3. ช่วยป้องกันอาการภูมิแพ้ การแพ้อาหาร โดยเฉพาะในเด็ก
  4. แก่นตะวันลดความอ้วน ช่วยลดน้ำหนักและความอ้วน ภายในหัวจะมีน้ำประมาณ 80% และมีคาร์โบไฮเดรตประมาณ 18% ซึ่งคาร์โบไฮเดรตส่วนใหญ่จะเป็นอินนูลิน (Inulin) ซึ่งอินนูลินเป็นสารเยื่อใยอาหารที่ให้ความหวานได้ แต่จะไม่ถูกย่อยในกระเพาะและลำไส้เล็ก จึงสามารถอยู่ในระบบทางเดินอาหารได้นาน จึงช่วยทำให้ไม่รู้สึกหิว ทำให้รับประทานอาหารได้น้อย สามารถช่วยควบคุมพลังงานที่ได้รับต่อวันได้เป็นอย่างดี จึงช่วยลดความอ้วนและป้องกันโรคเบาหวานไปด้วยในตัว ซึ่งมีงานวิจัยพบว่าหนูที่ได้รับสารนี้เป็นเวลา 3 สัปดาห์ น้ำหนักตัวของมันจะลดลงมากกว่าหนูปกติถึง 30% โดยดร.ครรชิต จุดประสงค์ นักวิชาการประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ยังระบุด้วยว่าแก่นตะวันสามารถช่วยลดความอ้วนได้ดีกว่าพืชลดความอ้วนชนิด อื่นๆ ที่คนไทยรู้จักกันดีเมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน อย่างเช่น หญ้าหมาน้อย หัวบุก และเม็ดแมงลัก เป็นต้น
  5. ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากแก่นตะวันมีสารประกอบเชิงซ้อนกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานต่ำ กว่าคาร์โบไฮเดรตทั่วไป มีลักษณะคล้ายแป้ง แต่มีคุณสมบัติในการรักษาสมดุลของสารอาหารที่รับประทาน โดยสามารถรับประทานได้มากขึ้น แต่ยังช่วยคงระดับพลังงานให้คงที่ได้ ทำให้รู้สึกอิ่มนาน ซึ่งไม่เหมือนกับแป้งทั่วไปที่ร่างกายย่อยสลายแล้วถูกดูดซึมเข้าไปสะสมเป็น ไขมันแล้วทำให้อ้วน จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่กำลังประสบปัญหาภาวะน้ำหนักเกิน
  6. ช่วยป้องกันไขมันในเลือดสูง เพราะเส้นใยของแก่นตะวันจะช่วยดูดซับน้ำมันและน้ำตาลที่เรารับประทานเกินไว้ ไม่ว่าจะเป็นคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ หรือไขมันเลว ที่เรารับประทานเข้าไปทิ้งออกทางอุจจาระ และยังมีงานวิจัยที่ระบุว่าผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไดร์สูง หากได้รับอินนูลินเป็นประจำก็จะช่วยทำให้ไขมันในเส้นเลือดลดลงได้ Read More…

เบาหวาน เป็นโรคที่ก่อให้เกิดความผิดปกติเกี่ยวกับระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงกว่าปกติ จึงทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคตามอวัยวะส่วนอื่นๆ ของร่างกาย
รวมไปถึงดวงตา เนื่องจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นนั้น ได้สร้างความเสียหายให้กับเส้นเลือดขนาดเล็กในทุกส่วนของร่างกายผู้ป่วย โดยเส้นเลือดขนาดเล็กเหล่านี้ บางเส้นจะเปราะแตกทำให้เกิดเลือดออก หรือเส้นเลือดบางเส้นอาจเกิดการรั่วซึม ทำให้จอประสาทตาบวมขณะที่เส้นเลือดบางเส้นจะเกิดการอุดตันทำให้จอประสาทตา ขาดเลือดไปหล่อเลี้ยงจึงทำให้เสื่อมสภาพลง หากการรั่วซึมของเส้นเลือด หรือขาดเลือดหล่อเลี้ยง ก็จะทำให้จอประสาทตาบริเวณจุดภาพชัดบวมน้ำ ซึ่งจะส่งผลให้ตามัวลงอย่างรวดเร็ว
อ.นพ.ณวัฒน์ วัฒนชัย หน่วยจอตาและวุ้นตา ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กล่าวว่า อาการของผู้ป่วยที่เป็นภาวะจุดภาพชัดบวมน้ำจากเบาหวาน จะมีอาการดังนี้ คือ ตาจะมัวลง อาจเห็นเหมือนมีเงาดำๆ บังอยู่ตรงกลาง เนื่องจากบริเวณจุดภาพชัดที่บวมน้ำรับภาพได้ลดลง เห็นภาพวัตถุในลักษณะบิดเบี้ยวไป เนื่องจากเกิดการบวม และขรุขระของผิวจุดภาพชัด การรับรู้สีบกพร่องไป อาจเป็นไปในลักษณะความผิดเพี้ยนของการรับรู้สี หรือสีซีดจางลง
ในส่วนของการรักษา ทางจักษุแพทย์จะตรวจตาผู้ป่วยเบาหวานเป็นระยะ เพื่อตรวจหาและประเมินระยะของโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา และตรวจหาภาวะจุดภาพชัดบวมน้ำจากเบาหวาน เพื่อพิจารณาทางเลือกการรักษา เช่น การฉายเลเซอร์รักษาภาวะจุดรับภาพบวม การฉีดยาเข้าในตาหรือรอบลูกตา และการผ่าตัด
สำหรับภาวะจุดภาพชัดบวมน้ำจากเบาหวานมีหลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบจะตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีการต่างๆ ได้แตกต่างกัน จักษุแพทย์จะประเมินลักษณะของจุดภาพชัดที่บวมน้ำ และเสนอทางเลือกการรักษาที่เหมาะสมที่สุดให้แก่ผู้ป่วย อาจมีการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เพื่อนำไปเป็นข้อมูลประกอบในการวินิจฉัยโรค หรือช่วยตัดสินทางเลือกในการรักษา เช่น การฉีดสีตรวจจอประสาทตา การตรวจจอประสาทตาด้วยเลเซอร์
1.การรักษาด้วยการฉายเลเซอร์ จะเป็นการใช้แสงเลเซอร์ปิดเส้นเลือดที่รั่วซึมที่จอประสาทตา เพื่อลดการบวมของจุดภาพชัดโดยการฉายเลเซอร์นั้นจะไม่ก่อให้เกิดแผลภายนอก เนื่องจากใช้แค่ยาหยอดขยายม่านตา และยาชาเท่านั้น โดยผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้หลังการรักษา และล้างหน้าได้ตามปกติ ในผู้ป่วยบางรายที่มีการเจ็บปวด ในขณะฉายเลเซอร์นั้น อาจต้องใช้ยาชาชนิดฉีดเพิ่มเติม โดยการฉายเลเซอร์ในผู้ป่วยแต่ละรายนั้น อาจมีจำนวนครั้งในการฉายเลเซอร์ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม
2.การฉีดเข้าในตา มักใช้ในกรณีผู้ป่วยที่มีจุดรับภาพบวม และไม่ตอบสนองการรักษาด้วยเลเซอร์ หรือบวมในลักษณะที่การรักษาด้วยเลเซอร์ให้ผลในการรักษาน้อย ทั้งนี้การฉีดยาเข้าในตา อาจจะทำเพียงครั้งเดียวหรือต้องทำหลายครั้งก็ได้ ขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อการรักษาของผู้ป่วย ในผู้ป่วยบางรายอาจต้องทำการรักษา ทั้งการฉายเลเซอร์ และการฉีดยาเข้าในตาร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการรักษา
3.การผ่าตัดรักษาจอประสาทตา มักใช้กับภาวะจุดภาพชัดบวมน้ำที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยการฉายเลเซอร์ หรือการฉีดยา หรือมีการบวมน้ำ เนื่องจากมีพังผืดดึงรั้งจุดภาพชัดอยู่ โดยการรักษาแบบนี้ต้องทำในห้องผ่าตัด อาจทำได้โดยการฉีดยาชา หรือดมยาสลบ ทำให้ผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล เพื่อสังเกตอาการ การรักษาด้วยวิธีผ่าตัดนี้ จะทำให้ตาแดง ปวดเคือง น้ำตาไหล และอาจทำให้การมองเห็นมัวลงในระยะ2-3 สัปดาห์แรก แล้วจะค่อยทุเลาลงเรื่อยๆหลังจากนั้นผู้ป่วยจะต้องใช้ยาหยอด และรับประทานยาหลังการผ่าตัดอีกด้วย ในผู้ป่วยบางรายอาจต้องมีการผ่าตัดมากกว่า 1 ครั้ง
สำหรับวิธีการป้องกันภาวะจุดภาพชัดบวมน้ำจากเบาหวาน คือ
1.ผู้ป่วยเบาหวานทุกราย ควรได้รับการตรวจกับจักษุแพทย์ เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน แม้จะไม่มีอาการตามัวและตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอตามที่แพทย์แนะนำ
2.ควรทดสอบการมองเห็นของตาทีละข้าง โดยปิดตาข้างใดข้างหนึ่งแล้วใช้ตาข้างเดียวมอง ทำสลับกันทั้งสองข้าง หากพบว่าตาข้างใดข้างหนึ่งมัวลง ควรไปพบแพทย์ทันที
3.การควบคุมระดับน้ำตาลและความดันโลหิตให้ดี จะลดโอกาสการเกิดลดความรุนแรงของภาวะจุดภาพชัดบวมน้ำจากเบาหวาน และทำให้โอกาสตอบสนองต่อการรักษากลับมาเห็นชัดสูงขึ้น
4.งดการสูบบุหรี่ เนื่องจากบุหรี่ทำให้เส้นเลือดขนาดเล็กตีบตันมากขึ้น

สยามรัฐ [ วันที่ 27/02/2556 ]

EJ701561791TH รำพึง สีดา แคปซูล 4 กระปุก
EJ701561805TH นันทิกร บางนา แคปซูล 2 กระปุก
EJ701561814TH ประทับจิตร แคปซูล 3 กระปุก
EJ701561828TH อัครวัฒน์ ขอนแก่น แคปซูลแก่นตะวันทอง 10 กระปุก
EJ701561931TH ศิริกาญจน์ ยานนาวา อบแห้ง 1 กก.
EJ701561845TH ประภาส กระทุ่มแบน แคปซูล 2 กระปุก อบแห้ง 0.5 กก.
RG696263696TH ดวงกมล ลาดพร้าว แคปซูล 1 กระปุก
คุณโต แมคโคร นครราชสีมา หัวสด 20 กก.
คุณแต๋ว สรรพกร นครราชสีมา หัวสด 10 กก.

โรคหัวใจ

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ชั่วโมง การทำงานที่อัดแน่นด้วยความเครียด และการกินอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันและเกลือ กำลังคุกคามสุขภาพของคนยุคปัจจุบัน อีกไม่นาน… การใช้ชีวิตสมัยใหม่แบบนี้ อาจทำให้ โรคหัวใจ ระบาดทั่วเมือง…

หัวใจคนเรามี 4 ห้อง แบ่งซ้าย – ขวา โดยผนังของกล้ามเนื้อหัวใจ และแบ่งเป็นห้องบน –ล่างโดยลิ้นหัวใจ ในทุกๆ วัน หัวใจคนเราจะเต้นประมาณ 100,000 ครั้ง และสูบฉีดเลือดประมาณวันละ 2,000 แกลลอน เปรียบเสมือนการทำงานปกติของ “หัวใจ” แต่ถ้าวันหนึ่ง… หัวใจเราเกิดอาการผิดปกติขึ้นมาล่ะ จะทำอย่างไร…?

ทั้งนี้ นายแพทย์สุรพันธ์ สิทธิสุข แพทย์จากหน่วย โรคหัวใจ และหลอดเลือด คณะแพทย์ศาสตร์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า อาการผิดปกติเบื้องต้นของร่างกาย ซึ่งอาจเป็นข้อบ่งชี้ว่า มีอัตราเสี่ยงต่อการเป็น โรคหัวใจ สามารถแบ่งได้หลายชนิด ดังนี้

โรคหัวใจ ที่อาการผิดปกติที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน…

คือ อาการผิดปกติเบื้องต้นของร่างกาย ที่บ่งชี้ว่าอาจเป็น โรคหัวใจ พบบ่อยในคนทั่วไป ที่คิดว่าตัวเองมีสุขภาพดี ทั้งที่ความจริงอาจเป็นโรคหัวใจในระยะแรกเริ่ม มีดังนี้

1. เหนื่อยเวลาออกกําลังกาย เพราะหัวใจทําหน้าที่ในการสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ขณะที่เราออกกําลังกาย หัวใจจะทํางานหนักมากขึ้น ปกติเวลาที่เราออกกำลังกายไปถึงระดับหนึ่งจะรู้สึกเหนื่อย แต่ในรายของคนที่มีอาการเริ่มต้นของ โรคหัวใจ แม้ออกกำลังกายเพียงเล็กน้อย จะรู้สึกเหนื่อยผิดปกติอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ดังนั้นหากออกกำลังกาย แล้วรู้สึกเหนื่อยง่ายผิดปกติ อาจเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่า คุณอาจเป็น โรคหัวใจ

2. เจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอก มักพบบ่อยในคนที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และไขมันอุดตันในหลอดเลือดหัวใจ อาการดังกล่าวจะมีลักษณะเฉพาะคือ รู้สึกเหมือนหายใจอึดอัด และแน่นบริเวณกลางหน้าอก เหมือนมีของหนักทับอยู่ หรือรัดไว้ให้ขยายตัวเวลาหายใจ โดยมากอาการนี้ จะแสดงออกเวลาที่หัวใจต้องทำงานหนัก เช่น ระหว่างการออกกำลังกาย หรือใช้แรงมากๆ เป็นต้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนว่า อาจเป็น โรคหัวใจ

3. ภาวะหัวใจล้มเหลว เกิดจากการที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างของร่างกายได้อย่าง เพียงพอ โดยผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการเหนื่อย ทั้งที่ออกกำลังกายเพียงนิดหน่อย หรือเหนื่อยทั้งที่นั่งอยู่เฉยๆ ในกรณีที่เป็นมาก อาจทำให้ไม่สามารถนอนราบได้เหมือนปกติ เพราะจะรู้สึกเหนื่อยเวลาหายใจ และอึดอัดตรงหน้าอก นอกจากนั้น อาจมีอาการหอบจนต้องตื่นขึ้นมาหอบกลางดึกอีกด้วย อาการภาวะหัวใจล้มเหลวนี้ หากไม่รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว และไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้

4. ใจสั่นและหัวใจเต้นผิดจังหวะ ปกติ หัวใจของเราจะเต้นด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอประมาณ 60 -100 ครั้ง/นาที แต่สำหรับคนที่มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจขยับไปถึง150 -250 ครั้ง/นาที ซึ่งอัตราการเต้นของหัวใจที่ไม่สม่ำเสมอนี้ จะทำให้เหนื่อยง่าย ใจสั่น หายใจไม่ทัน

5. เป็นลมหมดสติ คืออีกหนึ่งอาการที่เตือนว่าคุณอาจเป็น โรคหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ ซึ่งมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นลมหมดสติสูง เนื่องจากจังหวะการเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ เพราะเซลล์ซึ่งทำหน้าที่ให้จังหวะไฟฟ้าในหัวใจเสื่อมสภาพ ส่งผลให้หัวใจเต้นช้าลง และส่งเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ จนทำให้เป็นลมไปชั่วคราวได้ ทั้งนี้ การเป็นลมหมดสติ มักจะเกิดในท่ายืนมากกว่านั่ง ทำให้ขณะล้มลงศีรษะมีโอกาสฟาดพื้น และเกิดการกระทบกระเทือนต่อสมองได้มากกว่า ดังนั้น ใครที่เป็นลมบ่อยๆ ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็น โรคหัวใจ ได้

6. หัวใจหยุดเต้นกะทันหัน ในกรณีนี้มักเกิดจากความผิดปกติของเซลล์หัวใจโดยตรง และมักเกิดกับคนปกติที่ไม่มีอาการของ โรคหัวใจ มาก่อนล่วงหน้า ซึ่งหากมีอาการหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือที่รวดเร็ว อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

โรคหัวใจ ที่อาการผิดปกติที่สังเกตได้จากร่างกาย…

นอกจากความผิดปกติชนิดเฉียบพลันแล้ว อาการบ่งชี้ที่สังเกตได้จากร่างกายของเราเอง ก็เป็นอีกหนึ่งความผิดปกติที่เตือนให้รู้ว่า คุณอาจเป็น โรคหัวใจ และควรไปพบแพทย์โดยด่วนได้เช่นกัน เป็นต้นว่า…

1. ขาหรือเท้าบวมโดยไม่ทราบสาเหตุ
เมื่อกดดูแล้วมีรอยบุ๋มตามนิ้วที่กดลงไป ซึ่งหากเกิดขึ้นกับใคร ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คโดยด่วน เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่า เวลานี้คุณอาจอยู่ในภาวะหัวใจล้มเหลวโดยที่ไม่รู้ตัว

2. ปลายมือ ปลายเท้า และริมฝีปากมีลักษณะเขียวคล้ำ อาการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ทางเดินของเลือดในหัวใจห้องขวากับห้องซ้ายมีการเชื่อมต่อที่ผิดปกติ ส่งผลให้เกิดการผสมของเลือดแดงกับเลือดดํา และทําให้ปริมาณของออกซิเจนในเลือดมีปริมาณน้อยลง

โรคหัวใจ ที่อาการผิดปกติที่ตรวจพบขณะตรวจร่างกาย…

การไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพประจำปี เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถคาดคะเนความเสี่ยงต่อการเกิด โรคหัวใจ ได้ เช่น ตรวจเลือดแล้วพบว่าเป็นเบาหวาน หรือมีไขมันในเลือดสูง ก็อาจสันนิษฐานได้ว่า มีความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบได้เช่นกัน หรือเอ็กซเรย์แล้วพบว่า ขนาดของหัวใจโตกว่าปกติ ซึ่งอาจเกิดจากหลอดเลือดหัวใจตีบ ลิ้นหัวใจรั่ว และกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวอ่อนกำลังลง ทำให้ห้องต่างๆ ของหัวใจขยายขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งนี้ ในกรณีที่ตรวจพบว่ามีความเสี่ยงสูง ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

ป้องกัน โรคหัวใจ อย่างไรดี…

ข้อมูลที่ได้บอกไปข้างต้น เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่า เรามีอัตราเสี่ยงสูงต่อการป่วยเป็น โรคหัวใจ เท่านั้น ซึ่งผู้ที่จะวินิจฉัยว่าเราเป็น โรคหัวใจ หรือไม่ คือแพทย์ โรคหัวใจ เท่านั้น ดังนั้นหากพบความผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วนดีที่สุด

สำหรับคนที่หัวใจยังเป็นปกติ เรามีข้อแนะนำในการดูแลหัวใจ (ก่อนสายเกินไป) ดังนี้ค่ะ

สังเกต ความผิดปกติของตัวเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน เช่น ดูว่าอัตราการเต้นของหัวใจปกติดีหรือไม่ เจ็บหน้าอก ใจสั่นบ่อยๆ หรือเปล่า เป็นต้น

ออกกำลังกายเป็นประจำ ซึ่งนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ สุขภาพจิตแจ่มใสแล้ว ยังช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ดีขึ้นอีกด้วย

ดูแล สุขภาพใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ พยายามไม่เครียด รู้จักควบคุมอารมณ์ และพึงระลึกไว้เสมอว่า ความเครียดและความโกรธ เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้หัวใจเต้นแรง และทำงานหนักขึ้น

รับ ประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยงดอาหารที่มีไขมันสูง ซึ่งทำให้ความดันโลหิตสูง เกิดภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบได้ง่าย และหันไปกินผักผลไม้ให้มากขึ้น

ควรไปตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี เพื่อป้องกันและรักษาโรคร้ายที่อาจคาดไม่ถึง เช่น โรคหัวใจ ซึ่งแฝงอยู่ในตัวเราตั้งแต่เนิ่นๆ

… ยามใดที่ร่างกายอ่อนล้า เราหยุดพักให้หายเหนื่อยได้… แต่ยามใดที่หัวใจอ่อนแรง มันก็ยังคงเดินต่อไป ทำงานต่อไป… เพราะฉะนั้น เมื่อรู้ว่า “หัวใจ” คนเราไม่เคยหยุดพัก อย่าลืมดูแลรักษามันไว้ให้ดีๆ นะคะ เพือจะได้ไม่เป็น โรคหัวใจ ค่ะ