“แก่นตะวัน” พืชไร่พันธุ์ใหม่ สมุนไพรมหัศจรรย์ สรรพคุณหลากหลาย,จำหน่ายหัวแก่นตะวันอบแห้ง,จำหน่ายหัวแก่นตะวันสด,จำหน่ายหัวแก่นตะวันแคปซูล,หัวพันธุ์แก่นตะวัน

หัวแก่นตะวัน ช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือด,ช่วยในการควบคุมน้ำหนักตัว,ช่วยแก้อาการท้องผูก,ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด,ช่วยลดสารก่อมะเร็งบางชนิด เช่น ไนโตรซามีน จากไส้กรอก แหนม ฯลฯ จึงมีบทบาทป้องกันมะเร็ง,ช่วยควบคุมระดับโคเลสเตอรอลในเลือด โดยเพิ่มอัตราการสลายของน้ำดีทิ้งไปกับอุจจาระ ทำให้โคเลสเตอรอลถูกกำจัดทิ้งมากขึ้น จึงลดไขมันในเลือดได้ และช่วยป้องกันโรคของหลอดเลือด,มีรายงานว่าแบคทีเรียตัวดี บรรเทาอาการของโรคเรื้อนกวาง ผื่นแพ้ เรื้อรัง โรคภูมิแพ้ ไมเกรน เก๊าท์ โรคข้อและข้อรูมาติกส์ มะเร็ง อาการทางระบบย่อย-ท้องอืดเฟ้อ ท้องผูกสลับท้องเสีย ฯลฯ และทางเดินปัสสาวะอักเสบ เป็นต้น

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ www.แก่นตะวัน.com เป็นเวปที่ให้ความรู้เกี่ยวกับหัวแก่นตะวันและพร้อมทั้งจำหน่ายหัวแก่นตะวันอีกด้วยสินค้าใหม่และสดรสชาติอร่อยหวานมันทานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คนป่วย เราเน้นสินค้าที่มีคุณภาพ ราคาเหมาะสม ขายทั้งปลีกและส่ง สั่งเยอะราคาลดลงตามจำนวนพร้อมของแถมที่ไม่มีใครกล้าแถมเหมือนเรา และขอขอบพระคุณลูกค้าทุกท่านที่อุดหนุนร้านของเราตลอดมา

Posts Tagged ‘ลดกลิ่นปาก’

สรรพคุณของแก่นตะวัน

  1. ชาวอินเดียนแดงปลูกต้นแก่นตะวันไว้รับประทานหัว โดยมีสรรพคุณช่วยทำให้เจริญอาหาร
  2. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยลดการติดเชื้อ เพราะสารอินนูลินจะช่วยลดปริมาณของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดิน อาหาร อย่างเชื้ออี.โคไล (E.Coli) และโคลิฟอร์ม (Coliforms) และในขณะเดียวกันยังไปช่วยเพิ่มการทำงานของแบคทีเรียกลุ่มที่เป็นประโยชน์ ต่อร่างกายให้เจริญเติบโตดีขึ้นอีกด้วย เช่น บิฟิโดแบคทีเรีย (Bifidobacteria) และแลคโตบาซิลัส (Lactobacillus)
  3. ช่วยป้องกันอาการภูมิแพ้ การแพ้อาหาร โดยเฉพาะในเด็ก
  4. แก่นตะวันลดความอ้วน ช่วยลดน้ำหนักและความอ้วน ภายในหัวจะมีน้ำประมาณ 80% และมีคาร์โบไฮเดรตประมาณ 18% ซึ่งคาร์โบไฮเดรตส่วนใหญ่จะเป็นอินนูลิน (Inulin) ซึ่งอินนูลินเป็นสารเยื่อใยอาหารที่ให้ความหวานได้ แต่จะไม่ถูกย่อยในกระเพาะและลำไส้เล็ก จึงสามารถอยู่ในระบบทางเดินอาหารได้นาน จึงช่วยทำให้ไม่รู้สึกหิว ทำให้รับประทานอาหารได้น้อย สามารถช่วยควบคุมพลังงานที่ได้รับต่อวันได้เป็นอย่างดี จึงช่วยลดความอ้วนและป้องกันโรคเบาหวานไปด้วยในตัว ซึ่งมีงานวิจัยพบว่าหนูที่ได้รับสารนี้เป็นเวลา 3 สัปดาห์ น้ำหนักตัวของมันจะลดลงมากกว่าหนูปกติถึง 30% โดยดร.ครรชิต จุดประสงค์ นักวิชาการประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ยังระบุด้วยว่าแก่นตะวันสามารถช่วยลดความอ้วนได้ดีกว่าพืชลดความอ้วนชนิด อื่นๆ ที่คนไทยรู้จักกันดีเมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน อย่างเช่น หญ้าหมาน้อย หัวบุก และเม็ดแมงลัก เป็นต้น
  5. ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากแก่นตะวันมีสารประกอบเชิงซ้อนกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานต่ำ กว่าคาร์โบไฮเดรตทั่วไป มีลักษณะคล้ายแป้ง แต่มีคุณสมบัติในการรักษาสมดุลของสารอาหารที่รับประทาน โดยสามารถรับประทานได้มากขึ้น แต่ยังช่วยคงระดับพลังงานให้คงที่ได้ ทำให้รู้สึกอิ่มนาน ซึ่งไม่เหมือนกับแป้งทั่วไปที่ร่างกายย่อยสลายแล้วถูกดูดซึมเข้าไปสะสมเป็น ไขมันแล้วทำให้อ้วน จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่กำลังประสบปัญหาภาวะน้ำหนักเกิน
  6. ช่วยป้องกันไขมันในเลือดสูง เพราะเส้นใยของแก่นตะวันจะช่วยดูดซับน้ำมันและน้ำตาลที่เรารับประทานเกินไว้ ไม่ว่าจะเป็นคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ หรือไขมันเลว ที่เรารับประทานเข้าไปทิ้งออกทางอุจจาระ และยังมีงานวิจัยที่ระบุว่าผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไดร์สูง หากได้รับอินนูลินเป็นประจำก็จะช่วยทำให้ไขมันในเส้นเลือดลดลงได้ Read More…

สุนัขของผมไม่ทราบว่าไปกินอะไรมา เกิดอาการท้องเสียอย่างรุนแรง ถ่ายมีแต่น้ำ ถ่ายหลายครั้งมากจนเดินไปถ่ายไม่ไหว หรือหมดแรงเดินขาอ่อนแรงเดินไม่ไหวยกตัวไม่ขึ้น ผมสงสารน้องหมามาก เพราะว่ามันเป็นเวลากลางคืน ผมจึงตัดสินใจ ว่า ผมจะเอาแก่นตะวันให้น้องหมากินโดย ทุบให้ละเอียด แล้วจับยัดใส่ปากมันให้มันพยายามกิน ปรากฏว่ามันหยุดถ่ายครับ มาถ่ายอีกทีตอนเช้า ที่นี่มูลของมันก็เริ่มเป็นก้อนไม่เป็นน้ำ ผมก็เลยเอาให้กินอีกรอบ หลังจากนั้นน้องหมาไม่มีอาการท้องเสียอีกเลย และก็หายจากอาการท้องเสียโดยไม่มีสาเหตุ ทำให้ผมเข้าใจแก่นตะวันมากขึ้น ดั่งคำที่ว่า ท้องเสียทำให้หยุดท้องผุทำให้ถ่าย  สุดยอดเลยครับแก่นตะวันของเราใช้ได้ทั้งคนและสัตว์ ต้องยกนิ้วให้เลยครับ ขอบอก

การพัฒนาใช้แก่นตะวันหรือเยรูซาเล็ม อาร์ติโช๊ค (Jerusalem artichoke)

เป็นวัตถุเติมในอาหารคนและสัตว์

Development of Kaen Tawan or Jerusalem Artichoke (Helianthus tuberosus L.)

as Food and Feed additives

โดย

นายธนพนธ์  ธิสงค์1/

1/อาจารย์ประจำคณะสัตวศาสตร์วิทยาลัยเกษจตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ

1.   บทนำ

การผลิตอาหารของมนุษย์ในปัจจุบันนี้ ผู้ผลิตต้องคำนึงถึง รสชาด กลิ่น ราคา และ         ความต้องการของผู้บริโภคแล้ว ยังต้องมุ่งเน้นในเรื่องของประโยชน์ที่มีต่อสุขภาพของผู้บริโภค              ซึ่ง เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากสถานการณ์การผลิตอาหารในปัจจุบัน มีการใช้สารสังเคราะห์เป็นส่วนประกอบในขบวนการผลิต โดยในอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ของไทย ซึ่งมีความสำคัญและ สร้างรายได้เข้าประเทศเป็นอันดับต้นๆ นั้น ได้มีการใช้สารปฏิชีวนะเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของสัตว์ ส่งผลเสียต่อผู้บริโภคมากมาย ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องหาสารที่มาจากธรรมชาติ ไม่มีผลเสียต่อผู้บริโภค และสภาพแวดล้อม อีกทั้งประโยชน์ในหลายๆ ด้าน เกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติได้ง่าย สร้างรายได้ให้แก่ครัวเรือน หรืออาจเป็นพืชที่สามารถปลูกเสริมร่วมกับพืชที่ปลูกอยู่แล้ว เช่น        มัน สำปะหลัง ซึ่งในปัจจุบันมีราคาถูกและแปรปรวนจากหลายปัจจัย ให้ผลผลิตประมาณ 5 ตันต่อไร่ ใช้ระยะเวลาในการปลูก 12-14 เดือน พืชหัวอีกชนิดที่น่าสนใจ คือ แก่นตะวัน ให้ผลผลิต  5 ตันต่อไร่ เช่นกัน แต่สามารถปลูกได้ 2.2 ครั้งใน 1 ปี  นำ มาใช้ประโยชน์ได้หลายด้าน โดยเป็นอาหารมนุษย์ และสัตว์ สามารถผลิตฟรุกโตสเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร มีสารสำคัญ คือ อินนูลิน ซึ่งถือว่าเป็นพรีไบโอติกที่ดีที่สุด มีประโยชน์ต่อระบบทางเดินอาหาร ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และเป็นพืชพลังงานได้อีกด้วย ดังนั้นแก่นตะวัน จึงเป็นพืชทางเลือกในการนี้

2.   ความสำคัญของแก่นตะวัน

แก่นตะวัน (Jerusalem artichoke) เป็นพืชหัว (tuber) ใต้ดินคล้ายมันฝรั่งที่อยู่ในตระกูลเดียวกันกับทานตะวัน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Helianthus tuberosus L. มีถิ่นกำเนิดมาจากทวีปอเมริกาเหนือ (Cosgrove et al., 1991) ซึ่ง เป็นพืชพื้นเมืองของประเทศแคนาดา โดยใช้บริโภคเป็นอาหาร และต่อมาจึงใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์จนถึงปัจจุบันได้มีผลิตภัณฑ์แบบชนิดผง จำหน่ายภายใต้ชื่อการค้า อาทิ ซันโช๊ค (sunchoke) และแล็บโช๊ค (lambchoke) (Wyse and Wilfahrt, 1982)

ใน ปัจจุบันแก่นตะวันถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างมากมาย จากคุณสมบัติการช่วยเจริญอาหาร กระตุ้นการหลั่งของน้ำดี ขับปัสสาวะ ใช้เป็นยาระบาย กระตุ้นการสร้างอสุจิ และใช้เป็นยาพื้นบ้านในการรักษาโรคเบาหวาน และไขข้ออักเสบ หรือใช้ส่วนหัวประกอบอาหาร ขนม และผลิตไวน์ นอกจากนี้ยังสามารถนำมาใช้เป็นแหล่งของพลังงานเชื้อเพลิงประเภทแอลกอฮอล์ (Cosgrove et al., 1991) อะซิโตน บิวทานอล และเอทานอล ได้อีกด้วย (Denoroy, 1996) ส่วนลำต้นใช้ทำพืชหมัก (silage) เพื่อเป็นอาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้อง ดังแสดงในรูปภาพที่ 1 (Rawate and Hill, 1985; Anomymous, 1991) นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มแบคทีเรียชนิดบิฟิโด (Bifidobacteria) และแลคโตบาซิลลัส (Lactobacilli) ในลำไส้ ขณะเดียวกันก็ช่วยลดจำนวนแบคทีเรียที่เป็นโทษ เช่น คลอสติเดียม (Clostridium) และอี. โคไล (E. coli) ทำให้ปริมาณแอมโมเนียในลำไส้ และกระแสเลือดลดลง           มีผลยับยั้งสารก่อมะเร็ง การสังเคราะห์ไขมันในตับ ส่งผลให้ระดับไขมัน และคอเลสเตอรอลใน     เลือดลดลง (Younes et al., 1995; Schijver et al., 2001; Kaur and Gupta, 2002)

2.1   สารออกฤทธิ์ที่สำคัญของแก่นตะวัน

ในส่วนหัวของแก่นตะวัน ประกอบด้วย ฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ (fructo-oligosaccharides) 75-80% ซึ่งเป็นประเภทโอลิโกแซคคาไรด์ย่อยยาก (non-digestible oligosaccharides) มีโครงสร้างประกอบด้วย เบต้า-ดีฟรุกแตน (b-D fructans) สายสั้น คือ ฟรุกโตซิล (fructosyl) ยึดต่อกันด้วย พันธะบีต้า-2, 1 (b-2, 1) และยังประกอบด้วย อินนูลิน (inulin) ประมาณ 15-20%

2.1.1  อินนูลิน

อินนูลิน เป็นคาร์โบไฮเดรตประเภทโพลีแซคคาไรด์ (polysaccharide) ซึ่งโครงสร้างของอินนูลิน ประกอบด้วย ฟรุกโตส (fructose) 80% และกลูโคส (glucose) 20% ยึดต่อกันด้วยพันธะบีต้า-2, 1 ไม่สามารถย่อยได้โดยเอ็นไซม์ในระบบทางเดินอาหาร แต่ถูกย่อยได้ที่ลำไส้ใหญ่โดยแบคทีเรีย (Byun and Nahm, 1978; Mullin et al., 1994; Leon, 1999; Patkai et al., 2002)  โครงสร้างพื้นฐานของอินนูลินเป็น ฟรุกแทน (fructan) ที่มีสายสั้นที่สุด คือ 1- เคสโทส (kestose) ซึ่งอินนูลินส่วนใหญ่จะมีสายยาวระหว่าง 2-60 หน่วยฟรุกโตส (degree of polymerization, DP) เมื่ออินนูลินถูกย่อยโดยเอ็นไซม์ Inulase ทำให้ความยาวสั้นลงเหลือ 2-10 DP เรียกว่า fructooligosaccharides (FOS) ซึ่งให้ความหวาน 30% ของซูโครส (Niness, 1999) ซึ่งกลไกการออกฤทธิ์ของ FOS เมื่อเสริมในอาหารสัตว์แล้ว จะมีผลทำให้ปริมาตรของมูล และความชื้นเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากคุณสมบัติในการอุ้มน้ำของอินนูลิน (Hond et al., 2000) อีกทั้งกรดไขมันสายสั้นที่ได้จากการย่อย FOS ในลำไส้ใหญ่กระตุ้นการบีบตัว (peristalsis) ของลำไส้ เพิ่มการดูดซึมแร่ธาตุ โซเดียม แคลเซียม และคลอไรด์ โดยการกระตุ้นการทำงานของระบบการแลกเปลี่ยนอิเลคตรอน (Na+-H exchange) ในลำไส้ใหญ่(Lutz and Scharrer, 1991) นอกจากนี้ยังลดการย่อยโปรตีนในลำไส้ใหญ่ โดย Bifidobacteria และLactobacilli มีเอ็นไซม์สลายโปรตีนกลุ่ม azoreductase nitroreductase nitrate reductase  และ b-glucuronidase ต่ำ จึงสลายโปรตีนให้เกิดสารพิษกลุ่มแอมโมเนีย อินโดล (indoles) และ ฟีนอล  (phenols) ลด ลง ทำให้โอกาสที่สารพิษเหล่านี้จะก่อให้เกิดการหลุดลอกของเยื่อบุผนังลำไส้ใหญ่ อันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดลง และช่วยลดกลิ่นของมูลให้ลดลง ทั้งยังสามารถยับยั้งการสังเคราะห์ไขมันในตับ ส่งผลให้ไขมันและคอเลสเตอรอลในเลือดลดลง (Swanson and Fahey, 2002; Williams and Jackson, 2002 อ้างโดย สาโรช, 2547)

3.   ผลงานทดลองที่เกี่ยวข้อง

3.1  ผลของฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ในอาหารต่อเชื้อจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร

การเสริมของฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ในอาหารมีผลทำให้จุลินทรย์ที่ก่อโรคลดจำนวนลง ช่วยควบคุมโรคทางเดินอาหารของสัตว์กระเพาะเดี่ยวได้  Oyazabal  and Conner (1995) ทำการศึกษาคุณสมบัติของของฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ โดยเสริม 1% ในอาหารเลี้ยงเชื้อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมซึ่งเสริม 1% กลูโคส ทดลองกับแบคทีเรียมีประโยชน์ในกลุ่ม                    พิดิโอคอกคัส (Pediococcus) และเอนเทโรคอกคัสชนิด Enterococcus faecium พบว่า แบคทีเรียที่มีประโยชน์ในกลุ่ม  Pediococcus และ Enterococcus faecium เจริญเติบโตได้ดีในอาหารเลี้ยงเชื้อซึ่งเสริม 1% ฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ สูงถึง 68 และ 54% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม                  มีการเจริญเติบโต ได้เพียง 52 และ 40% ตามลำดับ แตกต่างกันในทางสถิติ (P>0.05) Campbell et al. (1997) ทำการทดลองในหนูโดยเสริมโอลิโกฟรุกโตสและฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ 6% ในอาหาร เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม พบว่าระดับบิฟิโดแบคทีเรียในกระพุ้งลำไส้ใหญ่ (caecum) เพิ่มขึ้น 8.9 และ 9.10 log10CFU/g  ของ ceacal contents แตกต่างจากกลุ่มควบคุมซึ่งมีเพียง 8.4  log10CFU/g ของ ceacal contents อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) นอกจากนี้ Chamber et al. (1997) ทำการเสริม              เยรูซาเลมอาร์ติโช๊ค ที่ระดับ 8%  (คิดเป็นฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ ที่ระดับ 5% ในอาหารไก่เนื้อ) และฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์บริสุทธิ์สกัดจากหัวมีค่าคะแนนของเชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella score) ที่วัดได้จากส่วนของไส้ติ่งในสัปดาห์ที่ 5 และ 6 สูงกว่ากลุ่มควบคุม (P>0.05) นอกจากนี้ Choi et al. (1994) ศึกษา การเสริมฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ที่ระดับ 0.5, 1.0 และ 2.0 ในอาหารไก่เนื้อ เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม พบว่า กลุ่มที่ได้รับการเสริมฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์มีปริมาณเชื้อ          ซัลโมเนลลาไทฟิโมเรียม (S. typhimurium) ในมูลต่ำกว่ากลุ่มควบคุม ซึ่งพบมีจำนวนอยู่ระหว่าง             29-71% ในขณะที่กลุ่มควบคุมตรวจพบ 100%  Farnworth et al. (1992) รายงานว่าในลูกสุกรที่เสริม    เยรูซาเลมอาร์ติโช๊คผงระดับ 1.5% ในอาหารพบว่าที่ลำไส้มีบิฟิโดแบคทีเรียเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่สามารถทำงานร่วมกับจุลินทรีย์ที่สร้างกรดแลกติกและกรด อะซิติก เช่น                        แลคโตบาซิลัส จากการสร้างกรดแลกติกและกรดอะซิติกได้มีผลการควบคุมเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค เช่น ซัลโมเนลลา และ อี.โคไล จึงส่งผลให้สีของมูลสุกรจางลงหรืออ่อนกว่ากลุ่มควบคุม อีกทั้ง Gibbink et al. (1999)  พบว่ากลุ่มที่เสริมฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ที่ระดับ 5.0% มีผลต่อจุลินทรีย์ในลำไส้สุกรซึ่งพบว่ามีจำนวนของอี.โคไลลดลง เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม Beiley et al. (1991) รายงานว่าการเสริมผงฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ในระดับ 0.75% ในอาหารสามารถลดการติดเชื้อซัลโมเนลลาต่ำกว่ากลุ่มควบคุม ในวันที่ 14 ทำการป้อนเชื้อซัลโมเนลลาจำนวน 109 CFU/ตัว พบว่ากลุ่มควบคุมมีการติดเชื้อในไส้ติ่งถึง 92% ในขณะที่กลุ่มเสริมฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์มีการติดเชื้อเพียง 25% และ Waldrop et al. (1993) ทำการทดลองเสริมฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ที่ระดับ 0.375%  และยาปฏิชีวนะ (antibiotic bacitracin methiene disalicyliate, BMD) 27.5 มก./กก. ในอาหารไก่เนื้อ เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม พบว่าการเสริมฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ และ MBD อย่างเดียวในอาหารไก่เนื้อสามารถลดจำนวนเชื้อซัลโมเนลลาได้เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม และเทียบกับกลุ่มฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ร่วมกับ MBD

3.2  ผลของฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ในอาหารต่อประสิทธิภาพการผลิต

Farnworth et al. (1995) ได้ศึกษาผลของเยรูซาเลมอาร์ติโช๊คผงระดับ 0, 1, 3 และ 6% ในอาหารลูกสุกรหย่านม พบว่า เสริมเยรูซาเลมอาร์ติโช๊คผงระดับ 3% มีอัตราการเจริญเติบโตมีแนวโน้มสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) และกลุ่มเยรูซาเลมอาร์ติโช๊คผงระดับ 6% มีผลทำให้ปริมาณการกินได้เฉลี่ยต่อวันดีที่สุดแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) ส่วนกลุ่มที่เสริมเยรูซาเลมอาร์ติโช๊คผงระดับ 3 กับ 6% ส่งผลดีในด้านสุขภาพของสุกรและยังสามารถลดกลิ่นจากของเสียของสุกรมากกว่ากลุ่มอื่น  นอกจากนี้ พิภพ (2546) ศึกษาผลการเสริมฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ที่ระดับ 1% และ เยรูซาเลมอาร์ติโช๊คผงระดับ  3 และ 6% เทียบกับการเสริมยาปฏิชีวนะ (chlortetracycline, CTC) 110 ppm ในอาหารลูกสุกรอย่านม พบว่า การเสริมเยรูซาเลมอาร์ติโช๊คผงระดับ  3% มีแนวโน้มการเจริญเติบโตและสามารถลดอัตราการตายได้ดีกว่ากลุ่มควบคุมและดีเทียบเท่ากับกลุ่ม CTC มีรายงานจาก Schrijver et al. (2001) ว่าลูกสุกรน้ำหนัก 21 กิโลกรัมที่ได้รับอาหารเสริมฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ที่ระดับ 2% พบว่า มีปริมาณแอมโมเนียในลำไส้ลดต่ำลงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) และ ศุภวันจักรี (2545) รายงานว่าปริมาณแอมโมเนียไนโตรเจนที่วัดได้จากมูลสุกรรุ่น-ขุน ซึ่งได้รับการเสริมเยรูซาเลมอาร์ติโช๊คผงระดับ 1% พบว่ามีปริมาณแอมโมเนียไนโตรเจนที่วัดโดยวิธีการกลั่นด้วยไอน้ำมีปริมาณลด ต่ำลงตลอด 4 สัปดาห์ แตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) อย่างไรก็ตาม สุกัญญา (2548) พบว่ากลุ่มที่เสริมเยรูซาเลมอาร์ติโช๊คระดับ  3% ในอาหารลูกสุกรหย่านม พบว่ามีแนวโน้มทำให้น้ำหนักตัวและอัตราการเจริญเติบโตสูงกว่าเมื่อเทียบกับ กลุ่มควบคุมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) และ TianXing et al. (1999) พบว่าการใช้ฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ที่ระดับ 0.25, 0.50 และ 1.00% ในอาหารไก่เนื้อ พบว่ากลุ่มควบคุมมีอัตราการตายสูงถึง 15% ซึ่งสูงกว่ากลุ่มเสริม ฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ รองลงมาคือกลุ่มเสริมฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ที่ระดับ 1.0% ในอาหาร และยังพบว่าอัตราการท้องเสียสูงในกลุ่มฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ที่ระดับ 1.0% ในอาหาร ซึ่งผู้ทดลองได้แนะนำให้เสริมฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ที่ระดับ 0.25-0.50% ในอาหาร จะให้ผลต่อสมรรถนะการผลิตดีกว่ากลุ่มควบคุม นอกจากนี้ พนารัตน์ (2548) เสริมเยรูซาเลมอาร์ติโช๊คระดับ  3% ในอาหารไก่เนื้อ พบว่ามีแนวโน้มในการเพิ่มสมรรถนะการผลิต

เอกสารอ้างอิง

พนารัตน์ ขัติยนนท์. 2548. ผลการเสริมเยรูซาเลมอาร์ติโช๊คในอาหารต่อสมรรถนะการผลิต     คุณภาพซาก และสุขภาพของไก่เนื้อ. วิทยานิพนธ์ปริญญา วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต          สาขาสัตวศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยขอนแก่น: ขอนแก่น.

พิภพ สดสี. 2546. ผลของแก่นตะวัน (Helianthus tuberosus L.) เป็น สารทดแทนยาปฏิชีวนะต่อการเจริญเติบโต การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ และชีวภาพของลำไส้เล็กส่วนปลาย และลำไส้ใหญ่ในลูกสุกรหย่านม. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต. ภาควิชาสรีรวิทยา                     คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 54 หน้า.

ศุภวันจักรี พลมีศักดิ์. 2545. ผลการใช้จุลินทรีย์ผสมและโอลิโกแซคคาร์ไรด์จากพืชเจรูซาเลม         อาร์ ติโช๊คในอาหารสุกรรุน-ขุน เพื่อลดกลิ่นเหม็นและแอมโมเนียของมูลสุกร. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัญฑิต. ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.        90 หน้า.

สาโรช ค้าเจริญ. 2547. อาหารและการให้อาหารสัตว์ไม่เคี้ยงเอื้อง. ภาควิชาสัตวศาสตร์                  คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

สุ กัญญา สุ่มมาตย์. 2548. ผลการเสริมเยรูซาเลมอาร์ติโช๊คในอาหารต่อการผลิต การย่อยได้ ของโภชนะและปริมาณแอมโมเนียไนโตรเจนในมูลลูกสุกร. วิทยานิพนธ์ปริญญา                         วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสัตวศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยขอนแก่น: ขอนแก่น.

Anomymous. 1991. Changing pigs manure small with Jerusalem Artichoke. Pigs-Misset Sept/Oct: 23-25.

Bailey, J. S., L.C. Blankenship and N.A. Cox. 1991. Effect of  Fructooligosaccharide on Salmonella colonization of the chicken intestine. Poult. Sci. 70:2433-2438.

Byun and Nahm, 1978. production of fructose from Jerusalem Artichoke By enzymatic hydrolysis. J. Food Sci. 43: 1871-1873.

Campbell, J.M., G.C. Fahey and B.W. Wolf. 1997. Selected indigestible oligosaccharies affect large bowel mass, cecal shit chain acids, pH and micro flora in rats. J. Nutr. 127:130-136.

Chambers, J.R., J.L. Spencer and H.w. Modler. 1997. The influence of complex carbohydrates on Salmonella typhimurium. Colonization, pH, and density of broiler cecal. Poult.Sci.

76:445- 451.

Choi, K. H., H. Namkung and I. K. Paik. 1994. Korean J. Anim. Sci. 36: 271-284.

Cosgrove, D. R., E. A. Oelke, J. D. Doll, D. W. Davis, D. J. Undersander and E. S. Oplinger. 1991.

Jerusalem Artichoke. [serial online] 1991. [cited 2003 April 30]. Available from: URL: http://www.hort.purdue.edu/newcrop/afcm/jerisart.html.

Denoroy, P. 1996. The crop physiology of Helianthus tuberosus L: A model oriented view. Biomass and bioenergy 11, 1:11-32.

Farnworth, E.R., H.W. Modier, J.D. Jones, N. Cave, H. Yamaazki and A. Ro. 1992. Feeding

Jerusalem Artichoke flour rich in fructooligosacharides to weaning pigs. Can. J. Anim.            Sci.  72: 977-980.

Farnworth, E.R., H.W. Modier, D. A. Machie. 1995. Adding Jerusalem Artichoke (Helianthus tuburosu) to weaning pig diets and the effect on manure composition and characteristics. Anim. Feed Sci.. Technol. 55: 153-160.

Gebbink, G.A., A.L. Sutton, B.A. William, J.A. Petterson, B.T. Richer, D.T. Kelly and M.W.A. Verstegen. 1999. Effect of oligosaccharides in weaning pings diets on performance, microflora  and intestinal health. Proceeding of the 8th symposium. Department of animal nutrition and management Swedish University of Agricultural Science. Pp. 269-271.

Hond, E. K., B. Geypens and Y. Ghoos. 2000. Nutr. Res. 20: 731-736

Kaur, N. and A. K. Gupta. 2002. Application of inulin and oligofructose in health and nutrition. J. Biosci. 27Z7X: 703-714.

Leon, P. 1999. Inulin and Oligofructose are Part of the Dietary Fiber Complex. J. AOAC Int Vol. 82. No. 2.

Lutz, T. and E. Scharrer. 1991. Exp. Physiol. 76: 615-618.

Mullin, W.J., H.W. Modler, E.R. Farnworth and A. Payne. 1994. The macronutrient content of fractions from Jerusalem Artichoke (Helianthus tuburosu). Food Chem. 51: 263-269.

Niness, K. R. 1999. Nutritional and health benefits of inulin and oligofructose. J. Nutr. 129:

1402-1406.

Oyazabal, O.A. and D.E. Conner. 1995. Invitro fructooligosaccharides utilization and inhibition of Salmonella spp. By selected bacteria. Poul. Sci. 74(9): 1418-1425.

Patkai, Gy., Barta, J., and Ivanics, J. 2002. Nutritive value of different Jerusalem artichoke varieties. Ninth Seminar on Inulin. April 18-19, 2002. Budapest, Hangary.

Rawate, P.D. and R.M. Hill. 1985. Extraction of a high-protein isolate from Jerusalem Artichoke (Helianthus tuburosu) tops and evaluation of its nutrition potential. J. Agric. Food Chem. 33: 29-31.

Schijver, R. D. 2001. Dietary oligosaccharide supplements: Effects on digestion in pigs. Digestive physiology of pigs. Proc. Attech’s 8th Ann. Symp. Swedish University of Agricultural Science. Press, Uppsala. Pp. 121-123.

Swanson, K.S., C.M. Griesshop, E.A. Fleckinger, L.L. Bauer, H.P. Healy, K.A. Dawson, N.R. Merchen and D.C. Fahey. 2002. Supplemental fructooligosaccharide and mannanooligosacchride influence immune function, ileal and total tract nutrient digestibilities,microbial population and concentrations of protein catabolite  in the large  bowel of dogs. J. Nutr. 132: 980-989.

TianXing, W. U., D. XianJun and W. U. LinYou. 1999. Effects of fructooligosaccharide on the broiler production. Acta-Agriculturae-Zhejiagensis. 11: 85-87. AAbstracts)

Van Waes, C., Baert, J., Carlier, L., Van Bockstaele, E., 1998. A rapid determination of the total sugar content and the average inulin chain length in root of chicory (Cichorium intybus L). J. Sci. Food Agric. 76, 107-110.

Waldroup, A. L., J. T. Skinner., R. E. Hierholzer and P. W. Waldroup. 1993. An evaluation of fructooligosaccharide in diets for broilr chickens and effects on salmonellae contamination of carcasses. J. Poultry Sci. 72: 643-650.

Wyse, D. L. and L. Wilfahrt. 1982. Today’s weed: Jerusalem artichoke. Weed Today. 14-16.

Younes. H., K. Garleb, H. Behr, C. Remesy and C. Remesy and C. demigne. 1995. Fermentable fiber of oligosaccharide reduce urinary nitrogen excretion by increasing urea disposal in the rat cecum. J. Nutr. 125: 1010-1016.

มีพืชอยู่ชนิดหนึ่ง ชื่อ ‘แก่นตะวัน’ ดูเผินๆ คล้ายกับทานตะวัน เพียงแต่ดอกของแก่นตะวันนั้นขนาดเล็กกว่า หากนำไปปลูกเป็นแปลงดอกไม้เอาไว้ชมงามๆ ก็เหลืองสวยชวนมองไม่เบา ทว่า คุณประภาส ช่างเหล็ก นัก วิจัย (ชำนาญการพิเศษ) หัวหน้าสถานีวิจัยเพชรบูรณ์ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบนิเวศเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผยกับเดลินิวส์ออนไลน์ว่า ต้องการส่งเสริมให้มีการปลูกแก่นตะวันเพิ่มขึ้น เนื่องจากพืชชนิดนี้มีประโยชน์ต่อคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม

ความเป็นมาของแก่นตะวันนั้น คุณประภาส เล่าว่า อันที่จริงพืชชนิดนี้มีชื่อว่า Jerusalem Artichoke (Helianthus tuberosus) หรือ Sunchoke ในภาษาไทยเรียก แห้วบัวตอง เป็น พืชล้มลุก ตระกูลเดียวกับทานตะวัน ดอกสีเหลืองคล้ายดอกบัวตอง มีถิ่นกำเนิดแถบทวีปอเมริกาเหนือ และแม้จะนำไปปลูกในยุโรป ที่เป็นเขตหนาว เขตกึ่งหนาว หรือกระทั่งในเขตร้อน อย่างอินเดีย หรือในไทย พืชชนิดดังกล่าวนี้ก็ยังสามารถปรับตัวและให้ผลผลิตดีในสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกัน

ในบ้านเรา เมื่อปี พ.ศ.2549 รศ.ดร.สนั่น จอกลอย เป็นผู้นำเข้ามาศึกษาวิจัยที่คณะเกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น พร้อมทั้งตั้งชื่อภาษาไทยขึ้นใหม่ว่า ‘แก่นตะวัน’ ซึ่งที่มาของชื่อนั้นใช้เหตุผลว่า การมีถิ่นกำเนิดในเขตหนาวเย็น แต่ปลูกในแถบร้อนได้ มีความสามารถปรับตัวได้ดี แข็งแกร่งทนทาน จึงใช้ชื่อนำหน้าว่า แก่น ส่วนคำว่า ตะวัน ก็เพราะเป็นพืชใกล้ชิดกับทานตะวันนั่นเอง

หลังคลุกคลีอยู่กับแก่นตะวันมานานหลายปี คุณประภาส พบว่า จากการทดลองเพาะปลูกแก่นตะวันที่สถานีวิจัยเพชรบูรณ์ฯ ให้ผลผลิตน่าพอใจ เหมาะปลูกในดินร่วนปนทรายระบายน้ำดี ไม่ต้องให้น้ำมาก ปลูกแบบปลอดสารเคมีได้ เนื่องจากมีขนคล้ายหนามกระจายทั่วลำต้น และใบ จึงต้านทานต่อแมลงได้ดี ส่วนที่นำไปใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด คือ หัว (tube) ที่เจริญเติบโตในดิน รูปร่างคล้ายขิงอวบ เปลือกสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีขาว รสหวานและกรุบคล้ายแห้ว

หัวของแก่นตะวัน โดยประโยชน์ในด้านสุขภาพ ปอก เปลือกแล้วกินสดได้ หรือนำไปประกอบอาหาร แปรรูปเป็นน้ำเชื่อมฟรุกโตสเข้มข้น หรือสารให้ความหวานก็ยังมี จากรายงานการวิจัยต่างประเทศ ชี้ว่าอุดมไปด้วยวิตามินบี เหล็ก แคลเซียม และอินนูลิน ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาลฟรุกโตสต่อกันเป็นโมเลกุลยาว เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงโรคเบาหวานและหลอดเลือด เนื่องจากรสหวานของแก่นตะวันไม่ทำลายสุขภาพ ช่วยลดไขมันในเลือด อีกทั้งช่วยกระตุ้นการหลั่งของน้ำดี ขับปัสสาวะ

การกินหัวของแก่นตะวันยังช่วยเรื่องควบคุมน้ำหนักได้ เพราะกินแล้วอิ่มอยู่ท้องนาน เนื่องจากอินนูลิน เป็นสารเยื่อใยอาหาร ไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก จึงอยู่ในระบบทางเดินอาหารนาน

ส่วนประโยชน์ในแง่สิ่งแวดล้อม การเลี้ยงสัตว์ด้วยอาหารที่มีส่วนผสมของหัวแก่นตะวัน สามารถลดปริมาณแอมโมเนียในระบบทางเดินอาหาร จึงเป็นการลดกลิ่นเหม็นของสิ่งขับถ่ายจากสัตว์ ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ หัวสดของแก่นตะวัน 1 ตัน สามารถผลิตเอทานอลได้ 80-100 ลิตร เพื่อนำไปผสมกับน้ำมันเบนซิน ทำเป็นแก๊สโซฮอล์ โดยปริมาณเอทานอลที่ได้จากหัวสดของแก่นตะวัน ถือว่ามากกว่าอ้อย และเทียบเท่ามันสำปะหลัง ส่งผลให้แก่นตะวันเป็นพืชทางเลือกสำหรับผลิตพลังงานทดแทนอีกหนึ่งชนิดที่น่า ส่งเสริม

คุณประภาส เผยว่า แม้ประโยชน์ของแก่นตะวันมีมาก แต่การเพาะปลูกยังไม่เป็นที่แพร่หลาย โดยสถานการณ์ปัจจุบันถือว่า มีผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจากเกษตรกรติดปัญหาการเก็บรักษาผลผลิตหลังเก็บเกี่ยวหัวแก่นตะวัน ที่หลังจากปลูกไว้นาน 120-140 วันแล้ว ต้องขุดและทำความสะอาดหัวก่อนเก็บไว้ในห้องเย็นที่อุณหภูมิ 3-5 องศาเซลเซียส ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีห้องเย็นไว้เก็บผลผลิต อีกสาเหตุคือ เรื่องราวของแก่นตะวันยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

ทั้งนี้ คุณประภาส ในฐานะผู้วิจัยพร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกแก่นตะวันเพิ่มจนเป็นอุตสาหกรรม อาหาร โดยมีข้อมูลเรื่องการเพาะปลูก หาหัวพันธุ์ แนะนำตลาดระบายผลผลิตทั้งขายปลีกและส่งให้กับเกษตรกรที่สนใจ ปรึกษาได้ที่สถานีวิจัยเพชรบูรณ์ ต.เข็กน้อย อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ และที่สถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบนิเวศเกษตร ม.เกษตรฯ วิทยาเขตบางเขน ส่วนผู้ที่สนใจกินเพื่อสุขภาพ หัวสดแก่นตะวันมีจำหน่ายเป็นประจำในงานออกร้านที่ ม.เกษตรฯ.

อาทิตยา ร่วมเวียง
ทีมเดลินิวส์ออนไลน์